Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9675/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เบี้ยปรับคือค่าเสียหายจำนวนหนึ่งที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าอันอาจจะมีหรือเกิดขึ้นเนื่องจากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาเพื่อให้ฝ่ายที่ผิดสัญญาชดใช้ให้แก่ฝ่ายที่มิได้ผิดสัญญาเงินจำนวน30,000,000บาทที่จำเลยได้รับไว้จากโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นเงินที่โจทก์และจำเลยตกลงกันให้เป็นส่วนหนึ่งของเงินชำระราคาที่ดินที่จะซื้อจะขายกันจึงไม่มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับและเมื่อมีข้อกำหนดไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายว่าหากโจทก์ผิดสัญญาโจทก์ยินยอมให้บรรดาเงินที่ได้ชำระแล้วตกเป็นของจำเลยทั้งสิ้นซึ่งปรากฎว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยจึงมีสิทธิริบเงินจำนวน300,000,000บาทนี้ได้ตามสัญญาจะซื้อจะขาย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1576 และ1580 จากจำเลยที่ 1 ในราคา 160,500,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินมัดจำ18,150,000 บาท และชำระราคาค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 อีก30,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 112,350,000 บาท ตกลงชำระภายในวันที่ 18 ธันวาคม 2533 จำนวน 16,050,000 บาท พร้อมดอกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 96,300,000 บาท โดยมีธนาคารหรือสถาบันการเงินเป็นผู้อาวัลการใช้เงินในวันที่ 4 มีนาคม 2534 มอบให้จำเลยทั้งสามไว้เป็นการชำระค่าที่ดิน โดยจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ในวันที่โจทก์ชำระเงินจำนวน 16,050,000บาท พร้อมดอกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่จำเลยที่ 1 หากโจทก์ผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวเป็นอันยกเลิก และให้บรรดาเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ตกเป็นของจำเลยที่ 1ทั้งสิ้น

ต่อมาโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 1 ริบเงินมัดจำ 18,150,000 บาท ส่วนเงินจำนวน 30,000,000 บาท โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 คืนให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย สัญญาจะซื้อจะขายที่ระบุไว้ว่าหากโจทก์ผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าสัญญาเป็นอันเลิกต่อกัน และยินยอมให้บรรดาเงินที่่โจทก์ชำระแล้วตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น เป็นการกำหนดเบี้ยปรับไว้สำหรับกรณีโจทก์ผิดสัญญาและกรณีของโจทก์เบี้ยปรับมีจำนวนสูงเกินส่วนและเกินความเสียหายของจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 30,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสามให้การว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายกำหนดว่าหากโจทก์ผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าสัญญาเลิกต่อกัน

ยินยอมให้บรรดาเงินที่ได้ชำระแล้วตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น ต่อมาเมื่อถึงกำหนดวันชำระเงินส่วนที่เหลือโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระเงินให้จำเลย จำเลยที่ 1จึงริบเงินมัดจำที่โจทก์ชำระไว้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนโจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 รวม 2 โฉนด ในราคา160,500,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.7 สัญญาข้อ 3.1กำหนดว่าโจทก์ชำระเงินมัดจำจำนวน 18,150,000 บาท ข้อ 3.2 กำหนดว่าชำระในวันทำสัญญาเป็นจำนวนเงิน 30,000,000 บาท และข้อ 7 กำหนดว่าผู้ซื้อตกลงว่า หากปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิกต่อกันและยินยอมให้บรรดาเงินที่ผู้ซื้อได้ชำระแล้วตกเป็นของผู้ขายทั้งสิ้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า เงินจำนวน 30,000,000 บาท ที่จำเลยที่่ 1 รับไว้ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.7 เป็นเบี้ยปรับตามกฎหมายหรือไม่ และโจทก์ชอบที่จะได้รับคืนหรือไม่เพียงใด เห็นว่าเบี้ยปรับคือค่าเสียหายจำนวนหนึ่งที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าอันอาจจะมีหรือเกิดขึ้นเนื่องจากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา เพื่อให้ฝ่ายทีผิดสัญญาชดใช้ให้แก่ฝ่ายที่มิได้ผิดสัญญา เงินจำนวน 30,000,000บาท ที่จำเลยที่ 1 ได้รับไว้จากโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมายจ.7 ข้อ 3 เป็นเงินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้เป็นส่วนหนึ่งของเงินชำระราคาที่ดินที่จะซื้อจะขายกัน จึงไม่มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ และเมื่อมีข้อกำหนดไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย

จ.7ข้อ 7 ว่า หากโจทก์ผิดสัญญาโจทก์ยินยอมให้บรรดาเงินที่ได้ชำระแล้วตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น ซึ่งตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฎว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิริบเงินจำนวน30,000,000 บาท นี้ได้ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.7พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จำลอง สุขศิริ · สุนพ กีรติยุติ · สมบัติ เดียวอิศเรศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14175/2558

หลังจากโจทก์ทราบว่าจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้แก่โจทก์ครบถ้วน โจทก์ได้สั่งซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากบุคคลอื่นมาปลูกทดแทนลงในแปลงเพาะปลูกที่โจทก์ไถดินจัดเตรียมไว้ จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รับประโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6030/2554

แม้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ โดยยึดเอาเบี้ยปรับในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหาย และพิสูจน์ค่าเสียหายยิ่งกว่านั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 380 วรรคสองก็ตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3830/2552

ข้อตกลงซื้อขายหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ข้อ 3 วรรคแรก มีข้อความว่า "ผู้ขายตกลงเป็นผู้ค้ำประกันหนี้สินของบริษัท ก. มีวงเงินค้ำประกัน 350,000,000 บาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8282/2548

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่สามารถก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จตามกำหนด ขอให้ใช้เงินที่ชำระไปแล้วคืนและเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7290/2548

จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมการขายอ้อยและน้ำตาลทรายจำนวน 972,303.26 บาท ซึ่งได้รับคืนจากกรมสรรพากรเพื่อไปชำระให้แก่กองทุนโจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับที่ 4 และที่ 5 ว่าด้วยการเรียกเก็บค…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้