Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

++ เรื่อง ละเมิด ++ ++ ++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++ ++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ ++ ขอชุดตรวจได้ที่งานย่อข้อกฎหมายระบบ CW โถงกลางชั้น 3 ++ ++ ++ แม้โจทก์จะมีชื่อและนามสกุลอย่างเดียวกันกับลูกหนี้ แต่ก็มีภูมิลำเนาต่างกัน ทั้งลูกหนี้ของจำเลยไม่เคยย้ายภูมิลำเนา อีกทั้งเมื่อโจทก์ติดต่อทนายความจำเลยแจ้งว่ามิได้เป็นหนี้ ทนายความจำเลยหรือจำเลยกลับยืนยันว่าเป็นหนี้ ถ้าไม่ชำระหนี้จะฟ้องร้องต่อศาล ทำให้โจทก์เกิดความกลัว จึงได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเป็นเหตุให้โจทก์ถูกหนังสือพิมพ์รายวันลงข่าวเผยแพร่ไปทั่วราชอาณาจักร ทำให้โจทก์ถูกผู้บังคับบัญชาเรียกไปสอบสวนหามูลเหตุของข่าวการเป็นหนี้จำเลย และลงความเห็นว่าถ้าข่าวดังกล่าวเป็นจริงโจทก์จะถูกลงโทษ โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโทรศัพท์ทางไกลติดต่อญาติพี่น้องเพื่อแจ้งความจริงให้ทราบ และได้ว่าจ้างทนายความได้ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ดังกล่าว ดังนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยประมาทเลินเล่อหรือไม่ไยดีต่อผลแห่งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ในภายหลังโดยไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรทำการตรวจสอบเกี่ยวกับตัวลูกหนี้ของจำเลยเสียใหม่ตามที่โจทก์แจ้งให้ทนายความของจำเลยหรือจำเลยทราบแล้วว่าโจทก์มิใช่ลูกหนี้ของจำเลย รวมทั้งจำเลยยังได้ยืนยันที่จะฟ้องร้องโจทก์ต่อศาล จนเป็นเหตุให้โจทก์เกิดความกลัวและนำเรื่องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนจนถูกหนังสือพิมพ์รายวันนำข่าวไปเผยแพร่ทั่วราชอาณาจักร อันเป็นการกระทำต่อโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์เสียหาย พฤติการณ์จึงถือได้ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์อันจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อการนั้นแล้ว ครบถ้วนด้วยองค์ประกอบแห่งความผิดเพื่อละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ++++++++++++++++++++++++++++++++++ ++++++++++++++++++++++++++++++++++ ++ ++ ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้รับฎีกาจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จึงมีปัญหาในชั้นฎีกาอันควรวินิจฉัยก็เฉพาะกรณีดังกล่าวเท่านั้น ++ จำเลยยกขึ้นเป็นข้อฎีกาความว่า ข้อเท็จจริงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังลูกหนี้ของจำเลยซึ่งมีชื่อและนามสกุลซ้ำกับโจทก์ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เข้าองค์ประกอบแห่งความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 โดยมีนัยเป็นอย่างเดียวกันกับอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนมาด้วยว่า แม้โจทก์จะมีชื่อและนามสกุลอย่างเดียวกันกับลูกหนี้ของจำเลย แต่ก็มีภูมิลำเนาต่างกัน ทั้งลูกหนี้ของจำเลยไม่เคยย้ายภูมิลำเนาด้วย อีกทั้งเมื่อโจทก์ติดต่อทนายความจำเลยแจ้งว่ามิได้เป็นหนี้ แต่ทนายความจำเลยหรือจำเลยกลับยืนยันว่าเป็นหนี้ ถ้าไม่ดำเนินการชำระหนี้จะฟ้องร้องต่อศาล ทำให้โจทก์เกิดความกลัว จึงได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเป็นเหตุให้โจทก์ถูกหนังสือพิมพ์รายวัน คือ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ลงข่าวเผยแพร่ไปทั่วราชอาณาจักร ทำให้โจทก์ถูกผู้บังคับบัญชาเรียกไปสอบสวนหามูลเหตุของข่าวการเป็นหนี้จำเลยและลงความเห็นว่า ถ้าข่าวดังกล่าวเป็นจริงโจทก์จะถูกลงโทษ ทั้งโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโทรศัพท์ทางไกลติดต่อญาติพี่น้องเพื่อแจ้งความจริงให้ทราบ และได้ว่าจ้างทนายความให้ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ดังกล่าว ++ ดังนั้น เมื่อจำเลยฎีกาได้เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายโดยไม่สามารถฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงดังกล่าวเนื่องจากทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของจำเลยมีเพียง 25,000 บาทอันไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาก็ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นและที่ศาลอุทธรณ์ได้ฟังมาจากพยานหลักฐานในสำนวนดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238ประกอบมาตรา 247 ++ ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีถือได้ว่า จำเลยประมาทเลินเล่อ หรือไม่ไยดีต่อผลแห่งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ในภายหลัง โดยไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรทำการตรวจสอบเกี่ยวกับตัวลูกหนี้ของจำเลยเสียใหม่ตามที่โจทก์แจ้งให้ทนายความจำเลยหรือจำเลยที่ทราบแล้วว่าโจทก์มิใช่ลูกหนี้ของจำเลย รวมทั้งจำเลยยังได้ยืนยันที่จะฟ้องร้องโจทก์ต่อศาล จนเป็นเหตุให้โจทก์เกิดความกลัวและนำเรื่องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน มิหนำซ้ำยังถูกหนังสือพิมพ์รายวันบางฉบับนำข่าวไปเผยแพร่ทั่วราชอาณาจักรอีก อันเป็นการกระทำต่อโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์เสียหาย พฤติการณ์จึงถือได้ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ อันจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อการนั้นแล้ว ครบถ้วนด้วยองค์ประกอบแห่งความรับผิดเพื่อละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ทุกประการ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ ๒ เป็นประธานกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทน เมื่อวันที่๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ จำเลยทั้งสองได้มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้และบังคับจำนองสองฉบับ โดยฉบับแรกอ้างว่าโจทก์ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและจำนองที่ดินเป็นประกันไว้กับจำเลยที่ ๑ ให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระจำนวน๕,๒๓๖,๖๙๗.๑๙ บาท และฉบับที่สองอ้างว่าโจทก์ในฐานะผู้จำนองเป็นประกันให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระจำนวน ๓,๒๗๗,๗๓๕.๖๘ บาท หลังจากโจทก์ได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว ได้ติดต่อกับจำเลยทั้งสองว่าโจทก์ไม่เคยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและนำทรัพย์สินไปจำนอง แต่จำเลยทั้งสองก็ไม่ยินยอมและจะดำเนินคดีแก่โจทก์

อ้างว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยทั้งสองจริง ต่อมาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับลงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๕ได้ลงข่าวทั่วราชอาณาจักรไทยเกี่ยวกับจำเลยทั้งสองทวงหนี้โจทก์ใจความว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทั้งที่โจทก์ไม่เคยเป็นหนี้และทำนิติกรรมใด ๆ กับจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ต้องทะเลาะกับภริยา ญาติพี่น้องกล่าวหาว่าโจทก์สร้างหนี้สินบุตรโจทก์ได้รับความอับอายไม่ไปโรงเรียน และโจทก์ต้องถูกผู้บังคับบัญชาเรียกตัวไปสอบสวนหามูลเหตุของข่าวการเป็นหนี้ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น ขาดความเชื่อถือในสังคมและเพื่อนฝูงในวงราชการ นอกจากนี้โจทก์ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการติดตามเรื่องเหล่านี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ๑๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ชั้นตรวจคำฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยยังไม่ถือว่าสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ถูกโต้แย้งจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยที่ ๑ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕จำเลย ๑ ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไปยังลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ คือ นายสงัด บุญเสริมทรัพย์ กับนายประหยัด ประเสริฐสมและให้ชำระหนี้แก่จำเลยที่ ๑ โดยมีการตรวจสอบภูมิลำเนาของลูกหนี้เพื่อจะได้ส่งหนังสือบอกกล่าวให้ถูกต้อง ซึ่งจำเลยทั้งสองเชื่อโดยสุจริตว่าลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนาตามหลักฐานที่ได้รับจากสำนักงานกลางทะเบียนราษฎรจึงได้ส่งหนังสือบอกกล่าวไป โจทก์ได้รับหนังสือวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ต่อมาวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๕ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้ลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

เมื่อจำเลยทั้งสองทราบจึงได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่สำนักงานกลางทะเบียนราษฎรอีกครั้งหนึ่งในวันที่๔ มีนาคม ๒๕๓๕ และทราบว่าโจทก์มีชื่อและนามสกุลซ้ำกับลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ ภายหลังจำเลยทั้งสองได้มีหนังสือขอโทษและชี้แจงข้อเท็จจริงไปยังโจทก์ในวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๓๕ จำเลยทั้งสองมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากแต่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว แต่การที่บุคคลมีชื่อและนามสกุลซ้ำกันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเหนือความคาดหมาย ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาเป็นค่าเสียหายที่ไกลกว่าเหตุดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องเป็นดอกเบี้ยที่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน๒๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖) ให้จำเลยที่ ๑ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้รับฎีกาจำเลยที่ ๑ เฉพาะข้อ ๓.๑ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายจึงมีปัญหาในชั้นฎีกาอันควรวินิจฉัยก็เฉพาะกรณีดังกล่าวเท่านั้น โดยเรื่องนี้จำเลยที่ ๑ ยกขึ้นเป็นข้อฎีกาความว่า ข้อเท็จจริงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีชื่อและนามสกุลซ้ำกับโจทก์

ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงยังไม่เข้าองค์ประกอบแห่งความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ โดยมีนัยเป็นอย่างเดียวกันกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฉบับลงวันที่ ๑๐ มกราคม๒๕๓๙ ข้อ ๓.๑ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ก็ได้ฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนมาด้วยว่า แม้โจทก์จะมีชื่อและนามสกุลอย่างเดียวกันกับลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ แต่ก็มีภูมิลำเนาต่างกัน ทั้งลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ ไม่เคยย้ายภูมิลำเนาด้วย อีกทั้งเมื่อโจทก์ติดต่อทนายความจำเลยที่ ๑ แจ้งว่ามิได้เป็นหนี้ แต่ทนายความจำเลยที่ ๑ หรือจำเลยที่ ๑ กลับยืนยันว่าเป็นหนี้ ถ้าไม่ดำเนินการชำระหนี้จะฟ้องร้องต่อศาล ทำให้โจทก์เกิดความกลัว จึงได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเป็นเหตุให้โจทก์ถูกหนังสือพิมพ์รายวัน

คือ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับลงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๕ ลงข่าวเผยแพร่ไปทั่วราชอาณาจักร ทำให้โจทก์ถูกผู้บังคับบัญชาเรียกไปสอบสวนหามูลเหตุของข่าวการเป็นหนี้จำเลยที่ ๑ และลงความเห็นว่า ถ้าข่าวดังกล่าวเป็นจริงโจทก์จะถูกลงโทษ ทั้งโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโทรศัพท์ทางไกลติดต่อญาติพี่น้องเพื่อแจ้งความจริงให้ทราบ และได้ว่าจ้างทนายความให้ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ ฎีกาได้เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย โดยไม่สามารถฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงดังกล่าวเนื่องจากทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของจำเลยที่ ๑ มีเพียง ๒๕,๐๐๐ บาทอันไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาก็ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นและที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้ฟังมาจากพยานหลักฐานในสำนวนดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๘ประกอบมาตรา ๒๔๗ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่ากรณีถือได้ว่า จำเลยที่ ๑ ประมาทเลินเล่อหรือไม่ไยดีต่อผลแห่งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ในภายหลังโดยไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรทำการตรวจสอบเกี่ยวกับตัวลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ เสียใหม่ตามที่โจทก์แจ้งให้ทนายความจำเลยที่ ๑ หรือจำเลยที่ ๑ ทราบแล้วว่าโจทก์มิใช่ลูกหนี้ของจำเลยที่ ๑ รวมทั้งจำเลยที่ ๑ ยังได้ยืนยันที่จะฟ้องร้องโจทก์ต่อศาล จนเป็นเหตุให้โจทก์เกิดความกลัวและนำเรื่องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน มิหนำซ้ำยังถูกหนังสือพิมพ์รายวันบางฉบับนำข่าวไปเผยแพร่ทั่วราชอาณาจักรอีก อันเป็นการกระทำต่อโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์เสียหาย พฤติการณ์จึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์อันจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อการนั้นแล้วครบถ้วนด้วยองค์ประกอบแห่งความรับผิดเพื่อละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ ทุกประการคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน แต่ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ระพิณ บุญสิทธิ์ · สุเทพ เจตนาการณ์กุล · จรัญ สิรันทวิเนติ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครพนม - นายสายัณห์ มุกดาประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ - นายปกรณ์ บุญญกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2567

เหตุแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 2 เป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้อาคารของโจทก์ในการประกอบกิจกรรมบริการเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้ เนื่องเพราะสำนักงานเขตบางกะปิมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าอาคารมีสภาพที่อาจเป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2567

จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของโจทก์อยู่ขณะเข้าไปเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของโจทก์ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อหน้าที่ของกรรมการซึ่งจะต้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2562 ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 870/2565 คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัท ป. จำกัด เป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5439/2561

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยที่เจ้าหน้าที่ของแต่ละฝ่ายกระทำไปนั้น การกระทำของเจ้าหน้าที่จำเลยเป็นเพียงก่อให้เกิดบัญชีเงินฝากที่ไม่ถูกต้องด้วยความประมาทเลินเล่อ แต่การสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้