Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2501

พ.ศ. 2501 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

หญิงมีสามีขายที่ดินสินบริคณห์ได้เฉพาะส่วนของหญิง เมื่อสามีสละละทิ้งตน แต่การโอนไม่ผูกพันส่วนของสามี ผู้รับโอนต่อๆ ไปจะอ้าง มาตรา 1299 มายันสามีซึ่งไม่มีชื่อในโฉนดด้วยไม่ได้คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เนื่องมาจากสำนวนของศาลแพ่งเลขแดงที่ 1349/2493ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินตำบลวัดกัลยาณ์ อำเภอธนบุรี จังหวัดธนบุรี ตามโฉนดเลขที่ 2385 และที่ 2415 ซึ่งมีชื่อคุณหญิงพลับ ประสิทธิสงคราม เป็นสินสมรส ระหว่างโจทก์กับคุณหญิงพลับ ๆ ได้ขายที่ดินสองโฉนดดังกล่าวให้นายวิชัย มัทวพันธ์โดยไม่ได้รับความยินยอมของโจทก์ การขายนั้นผูกพันสินบริคณห์เฉพาะส่วนของคุณหญิงพลับ จึงพิพากษาให้แก้โฉนดลงชื่อคุณหญิงพลับและการซื้อขายระหว่างคุณหญิงพลับกับนายวิชัย ผูกพันสินบริคณห์เฉพาะส่วนของคุณหญิงพลับศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2496ในระหว่างคดีอยู่ในศาลฎีกา นายวิชัย จำเลยที่ 1 ได้โอนขายโฉนดทั้งสองฉบับให้แก่นายประสิทธิ แดงชื่น จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2497 และนายประสิทธิ จำเลยที่ 2 ได้โอนโฉนดทั้งสองฉบับให้แก่นางฉวี ยูประพัฒน์ จำเลยที่ 3 จึงไม่ผูกพันส่วนของโจทก์ซึ่งมีอยู่ 2 ใน 3 ส่วนด้วย จึงฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 ส่งโฉนดเลขที่ 2385 และที่ 2415 สำหรับที่ดินตำบลวัดกัลยาณ์อำเภอธนบุรี จังหวัดธนบุรีต่อศาล และขอให้ศาลสั่งนายทะเบียนที่ดินฆ่าชื่อจำเลยทั้งสามคน ลงชื่อคุณหญิงพลับ ประสิทธิสงคราม ตามเดิมหรือให้ลงชื่อโจทก์ในโฉนดทั้งสองให้มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สองในสามของที่ดินทั้งสองโฉนด กับให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียมและค่าทนายแทนโจทก์ด้วยจำเลยทั้งสามให้การมีใจความว่า การซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงนี้ ระหว่างคุณหญิงพลับกับจำเลยที่ 1 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ตามลำดับนั้นต่างได้เสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ถูกต้องแล้วมูลกรณีพิพาทในคดีแดงที่ 1349/2493 จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ทราบและเป็นคนนอกคดี โจทก์ไม่ได้แนบสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวให้จำเลย ไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ที่ 3 หากจะฟังว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินตามโฉนดรายพิพาททั้งสองแปลง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เหตุใดโจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์ถึงสองในสามส่วนดังข้อเรียกร้อง และโจทก์ไม่ได้จดทะเบียนทรัพยสิทธิของตนไว้ให้ปรากฏจะยกขึ้นต่อสู้จำเลยที่ซื้อมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยถูกต้องแล้วไม่ได้ กับตัดฟ้องว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับตามคำขอท้ายฟ้องโดยยังไม่ได้ขอให้เพิกถอนทำลายนิติกรรม การโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับ คุณหญิงพลับ และนิติกรรมการโอนระหว่างจำเลยทั้งสามเสียก่อน โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 อ้างว่า

โจทก์ฟ้องซ้ำกับคดีแดงของศาลแขวงธนบุรีที่ 5/2498 จึงขอให้ศาลยกฟ้องศาลแพ่งพิจารณาแล้วพิพากษาให้ลงชื่อโจทก์ในโฉนดเลขที่ 2385และ 2415 สำหรับที่ดินตำบลวัดกัลยาณ์ อำเภอธนบุรี จังหวัดธนบุรีให้มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สองในสามส่วนของที่ดินทั้งสองโฉนดกับให้จำเลยเสียค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนาย 500 บาท แทนโจทก์จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 3 ผู้เดียวฎีกาศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาคดีนี้แล้ว ทางพิจารณาได้ความตามสำนวนคดีแพ่งแดงที่ 1349/2493 ว่า พระยาประสิทธิสงครามฟ้องคุณหญิงพลับ กับนายวิชัยเป็นจำเลยว่า คุณหญิงพลับซึ่งเป็นภรรยาโจทก์ ได้ทำนิติกรรมขายที่ดินโฉนดที่ 2385 และที่ 2415 ตำบลวัดกัลยาณมิตร อำเภอธนบุรี จังหวัดธนบุรี ซึ่งมีชื่อคุณหญิงพลับในโฉนดอันเป็นสินบริคณห์ของโจทก์กับคุณหญิงพลับ ให้แก่นายวิชัยโดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาทำลายนิติกรรมขายที่ดินดังกล่าว แก้โฉนดให้ลงชื่อคุณหญิงพลับดังเดิม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างคุณหญิงพลับกับนายวิชัยเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนทำลายเสีย และแก้โฉนดใส่ชื่อคุณหญิงพลับเป็นเจ้าของตามเดิม นายวิชัยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาว่าเป็นเรื่องที่สามีละทิ้งภรรยา ตามมาตรา 39(2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คุณหญิงพลับในฐานะหญิงมีสามี ย่อมทำนิติกรรมผูกพันสินบริคณห์ส่วนของตนได้ โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากสามี โจทก์ขอให้เพิกถอนทำลายนิติกรรมได้ แต่เฉพาะสินบริคณห์ในส่วนของโจทก์เท่านั้นจึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะข้อให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างคุณหญิงพลับ กับนายวิชัย โดยแก้โฉนดลงชื่อคุณหญิงพลับเป็นเจ้าของตามเดิม ว่าการซื้อขายระหว่างคุณหญิงพลับกับนายวิชัยนั้นผูกพันสินบริคณห์เฉพาะส่วนของคุณหญิงพลับ จึงเพิกถอนทำลายเสียทั้งหมดหาได้ไม่ศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง

เมื่อวันที่ 26ธันวาคม 2496 ต่อมาปรากฏในทะเบียนหลังโฉนดว่า นายวิชัยจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินทั้งสองแปลงนี้ให้แก่นายประสิทธิ จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2497 และจำเลยที่ 2 ได้โอนขายให้นางฉวีจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2498 โดยฝ่ายโจทก์นำสืบว่าโจทก์เข้ารับราชการครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2450 สังกัดกระทรวงกลาโหมและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงทรงศักดาในราว พ.ศ. 2455 ต่อมาเดือนมกราคม 2456 จึงได้ทำการสมรสกับคุณหญิงพลับตามประเพณีมีแขกมาในงานได้ลงชื่อไว้ในสมุดสมรส หมายเลข จ.1 ที่ดินพิพาทสองแปลงนี้ได้มาหลังจากการสมรสกับคุณหญิงพลับแล้ว ซึ่งปรากฏในทะเบียนหลังโฉนดว่าคุณหญิงพลับได้ซื้อที่ดินโอนโฉนดเลขที่ 2385 มาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2467 และโฉนดเลขที่ 2415 มาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2480ฝ่ายจำเลยนำสืบว่า

ก่อนที่ศาลฎีกาพิพากษาในคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 1349/2493 จำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดิน 2 แปลงนี้ให้นายสง่า ๆ ได้ขายให้จำเลยที่ 2 แต่การโอนกรรมสิทธิ์ในโฉนดทำการโอนจากจำเลยที่ 1 ตรงไปยังจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ขายให้จำเลยที่ 3 การซื้อขายระหว่างจำเลยได้เสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อันถูกต้องตามกฎหมายแล้วปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า การบรรยายฟ้องของโจทก์ในข้อ 1 ก็ดีในข้อ 3 ก็ดี ขัดแย้งกัน และเป็นเหตุให้ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น ศาลฎีกาได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ข้อ 1 โจทก์ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า โจทก์ได้เคยฟ้องคุณหญิงพลับประสิทธิสงคราม จำเลยที่ 1 กับนายวิชัย มัทวพันธ์จำเลยที่ 2 ที่ศาลแพ่ง ในคดีของศาลแพ่งคดีเลขแดงที่ 1349/2493ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินตำบลวัดกัลยาณ์

จังหวัดธนบุรี โฉนดเลขที่ 2385-2415 ซึ่งมีชื่อคุณหญิงพลับในโฉนดเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และคุณหญิงพลับ ๆ ได้ขายที่ดินสองโฉนดนั้นแก่ นายวิชัย จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมของโจทก์ การขายนั้นผูกพันสินบริคณห์ เฉพาะส่วนของคุณหญิงพลับ จำเลยที่ 1 และพิพากษาให้แก้โฉนดลงชื่อคุณหญิงพลับ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของตามเดิมการซื้อขายระหว่างคุณหญิงพลับ จำเลยที่ 1 กับนายวิชัย จำเลยที่ 2 ผูกพันสินบริคณห์เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1ส่วนในฟ้องข้อ 3 โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า โดยที่ว่าการขายที่ดินทั้งสองโฉนดที่กล่าวนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า คุณหญิงพลับ ผู้ขายได้ขายไปโดยไม่ได้รับความยินยอมของโจทก์ เพราะที่ดินนั้นเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับคุณหญิงพลับ

การขายผูกพันสินบริคณห์เฉพาะส่วนของคุณหญิงพลับเท่านั้น ไม่ผูกพันส่วนของโจทก์ในที่ดินสองโฉนดนั้นด้วย การโอนไปจากคุณหญิงพลับแก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้และจำเลยที่ 1 ได้โอนให้แก่จำเลยที่ 2 ๆ โอนต่อไปแก่จำเลยที่ 3 จึงไม่สมบูรณ์ที่จะผูกพันส่วนของโจทก์ด้วยและโดยที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยและพิพากษาให้แก้โฉนดชื่อคุณหญิงพลับดังเดิมในโฉนดศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อได้พิจารณาฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้ว ย่อมมีทางเข้าใจความมุ่งหมายว่า โจทก์มีความประสงค์จะฟ้องจำเลยแต่ละคนได้ดี ทั้งในฟ้องข้อ 1 ของโจทก์ก็มีข้อความเพียงพอที่จะชี้ให้เห็นว่าศาลฎีกาได้พิพากษาชี้ขาดแล้วว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างคุณหญิงพลับกับนายวิชัย จะผูกพันได้ก็เฉพาะสินบริคณห์ส่วนของคุณหญิงพลับเท่านั้นแม้ในฟ้องข้อ 3 ตอนท้ายจะได้กล่าวว่า

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยพิพากษาให้แก้โฉนดลงชื่อคุณหญิงพลับเป็นเจ้าของตามเดิมก็เป็นแต่เพียงบรรยายถึงมูลเหตุ ไม่ตรงกับที่ศาลฎีกาได้พิพากษาไว้บ้างเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบได้ ฉะนั้น ฟ้องของโจทก์ข้อ 1 จึงไม่ขัดแย้งกับฟ้องข้อ 3 และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด จึงไม่เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้แนบคำพิพากษาฎีกาอันถูกต้องมาพร้อมฟ้องเพื่อจำเลยที่ 3 จะได้ทราบ และต่อสู้คดีได้ถูกต้อง จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องของโจทก์ได้กล่าวถึงว่าศาลฎีกาได้พิพากษาในคดีก่อนอย่างไร ซึ่งเป็นทางให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้แล้วดังจะเห็นได้จากคำให้การต่อสู้คดีของจำเลย ก็ไม่แสดงว่าทำให้จำเลยหลงผิดอย่างใด ฉะนั้น ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ขอให้ลงชื่อโจทก์ในโฉนดรายพิพาทมีกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย 2 ใน 3 ส่วน โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าศาลฎีกาชี้ขาดให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมถึงเพียงนั้น ทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า เพราะเหตุใดโจทก์จึงควรมีกรรมสิทธิ์ร่วมถึงเพียงนั้นด้วยจะเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมหรือไม่นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าตามฟ้องของโจทก์ ๆ ได้บรรยายไว้ชัดว่า โฉนดรายพิพาททั้งสองแปลงในคดีนี้มีชื่อคุณหญิงพลับประสิทธิสงครามในโฉนด แต่ก็เป็นสมรสระหว่างโจทก์กับคุณหญิงพลับและก็ได้อ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยชี้ขาดว่า การที่คุณหญิงพลับโอนขายที่ดินรายนี้ให้แก่นายวิชัยจำเลยนั้น ผูกพันสินบริคณห์ส่วนของคุณหญิงพลับเท่านั้นทั้งนี้ย่อมเข้าใจได้ดีว่าโจทก์มีส่วนในที่ดินรายพิพาทอันเป็นสินบริคณห์ แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวในฟ้องว่าโจทก์กับคุณหญิงพลับได้ทำการสมรสเมื่อใด และฝ่ายใดมีสินเดิมหรือไม่ก็ตามก็ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมข้อที่จำเลยฎีกาอ้าง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วรรคสองมาตรา 1299 และมาตรา 1300 ว่า

จำเลยได้เสียค่าตอบแทนโดยสุจริต จำเลยต้องได้กรรมสิทธิ์ของโจทก์ในที่ดินรายพิพาทนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ที่พิพาทนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้แล้วในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 1349/2493 ของศาลแพ่งว่า ที่พิพาทนี้เป็นสินสมรส หากจะมีชื่อคุณหญิงพลับในโฉนดคนเดียวก็ดี แต่โจทก์ก็มีส่วนเป็นเจ้าของร่วมด้วย ซึ่งคุณหญิงพลับจะเอาส่วนของโจทก์ไปโอนขายให้แก่นายวิชัย แล้วนายวิชัยโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 โอนขายให้แก่จำเลยที่ 3 ตามลำดับไปนั้น นิติกรรมการซื้อขายกระทำไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของร่วม จึงไม่ทำให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์ในส่วนของโจทก์เพราะผู้ขายไม่มีอำนาจที่จะเอาทรัพย์ส่วนของโจทก์ไปขายซึ่งผู้รับโอนไม่มีอำนาจดีกว่าผู้โอน

ทั้งเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อที่พิพาทจะต้องระวังดูเองว่า หญิงมีสามีจะโอนทรัพย์นั้นไปได้โดยสมบูรณ์หรือไม่ เพราะกฎหมายไม่รับรองการกระทำนิติกรรมของหญิงมีสามี โดยไม่ได้รับความยินยอมของสามี ดังที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38 ว่า "ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติทั้งหลายต่อไปนี้ หญิงมีสามีถ้ามิได้รับอนุญาตของสามีหาอาจทำการอันหนึ่งอันใดที่จะผูกพันสินบริคณห์ได้ไม่ ฯลฯ" เว้นแต่ในกรณีพิเศษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 39 ดังนั้น จำเลยจะยกเอามาตรา 1299 วรรคสอง มาผูกมัดโจทก์ว่า โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนชื่อโจทก์ในโฉนดหาได้ไม่นอกจากนั้น ตามมาตรา 1300 ที่บัญญัติว่า "ฯลฯ การโอนอันมีค่าตอบแทน ซึ่งผู้รับโอนกระทำโดยสุจริตนั้น ฯลฯ ท่านว่าจะเรียกให้เพิกถอนทะเบียนไม่ได้" นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินรายพิพาทมีชื่อคุณหญิงพลับซึ่งแสดงอยู่ว่าเป็นหญิงมีสามี และได้ความว่าก่อนหน้าจำเลยที่ 2 จะได้ทำการโอนขายที่พิพาทนี้ให้แก่จำเลยที่ 3 โจทก์ได้เคยแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของร่วมอยู่ในที่ดินรายนี้กับคุณหญิงพลับ และยังได้ขอร้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ราคาที่ดินอันเป็นส่วนของโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่สนใจโจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลแขวงธนบุรี แต่เป็นคดีเกินอำนาจศาลแขวงธนบุรี ๆ ไม่รับไว้พิจารณาโจทก์จึงฟ้องคดีนี้ เห็นได้ว่าโจทก์ได้พยายามจะให้จำเลยที่ 2 ระงับการโอนที่รายนี้เสียเพราะโจทก์มีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินรายพิพาทนี้ด้วยจำเลยที่ 2 ได้ทราบถึงสิทธิของโจทก์ก่อนหน้าการโอนที่พิพาทให้จำเลยที่ 3 แล้ว

ทั้งคุณหญิงพลับก็เป็นหญิงมีสามี และที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2835 และที่ 2415 ก็มีชื่อคุณหญิงประสิทธิสงคราม (พลับเกตุทัศ) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อโอนขายให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โอนขายให้จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 โอนขายให้จำเลยที่ 3 โดยลำดับฉะนั้น จะฟังว่า จำเลยทั้งสามกระทำการโดยสุจริตหาได้ไม่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้นจึง

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 เสียค่าทนายความชั้นศาลฎีกา250 บาท แทนโจทก์ด้วย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิบูลย์ไอศวรรย์ · มนูภันย์วิมลสาร · ประศาสน์วินิจฉัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้