คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2500 เวลากลางวัน จำเลยได้รับจำนำแหวนเพชร 1 วงราคา 1,200 บาทของนางกิมเอ็งไว้เป็นเงิน 150 บาท ในระหว่างวันที่ 25 มี.ค.2500 ถึงวันที่ 22 ก.ค. 2500 เวลาไม่ปรากฏ จำเลยบังอาจมีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาแหวนเพชรดังกล่าวเป็นประโยชน์ของตนเสียโดยเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2500 นางกิมเอ็งได้ไปไถ่คืน แล้วจำเลยไม่ยอมให้ไถ่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352จำเลยปฏิเสธศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้ว เห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่บริบูรณ์ที่จะลงโทษจำเลยในทางอาญา จึงพิพากษายกฟ้อง โดยไม่ต้องสืบพยานตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 และ 161โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องของโจทก์มีข้อความครบถ้วนอันเป็นเกณฑ์องค์ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 แล้ว ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์จำเลยนำพยานสืบตามฟ้องและข้อต่อสู้แล้วให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้นศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ระบุการกระทำที่เป็นความผิดเฉพาะแต่ตอนที่ว่า
"เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2500 นางกิมเอ็งได้ไปขอไถ่ (แหวนเพชร) คืน แล้วจำเลยไม่ยอมให้ไถ่" เท่านั้น ข้อความดังกล่าวหาได้แสดงให้เห็นว่าเป็นการเบียดบังของจำเลยที่จะเอาทรัพย์เป็นของตนโดยทุจริตไม่ แต่หากเป็นเพียงแสดงว่าจำเลยผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น ส่วนข้อความในตอนต้นที่ว่า "จำเลยมีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาแหวนเพชรซึ่งได้รับจำนำไว้เป็นประโยชน์ของตนเสีย" นั้นเป็นเพียงข้อความแสดงเจตนาของจำเลยที่จะยักยอกทรัพย์ต่างหากหาใช่การกระทำไม่ และเมื่อฟ้องของโจทก์ระบุการกระทำผิดแต่เพียงว่า นางกิมเอ็งได้ไปขอไถ่แล้วจำเลยไม่ยอมให้ไถ่ การที่โจทก์จะนำสืบถึงการกระทำอย่างอื่นเพื่อแสดงว่าจำเลยเบียดบังเอาแหวนเพชรเป็นของตนก็ย่อมไม่ได้ เพราะเป็นการนอกฟ้องนอกประเด็นเมื่อฟ้องของโจทก์แม้จะสืบได้ความ ก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ ดังนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์มาแต่ต้นพิพากษากลับศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ดังศาลชั้นต้น