Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 98/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 และจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยและเงินบำเหน็จจำนวน 424,083 บาท แก่โจทก์ โจทก์ได้ทำหนังสือตามบันทึกเอกสารหมาย จ.7 ให้แก่จำเลย ความว่า "ตามที่ ชสท.(จำเลย)ได้เลิกจ้างข้าพเจ้าตามคำสั่งที่ 46/2537 วันที่ 25 พฤศจิกายน2537 ข้าพเจ้าได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบ ชสท.ว่าด้วยการพนักงาน ชสท. พ.ศ. 2535 และเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานเป็นเงิน424,083 บาท ถูกต้องแล้ว และจะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีแต่ประการใดทั้งสิ้น" ข้อความในเอกสารที่โจทก์ลงลายมือชื่อให้ไว้แก่จำเลยดังกล่าวได้ระบุประเภทของเงินไว้เฉพาะเงินบำเหน็จและค่าชดเชยเท่านั้น มิได้ระบุถึงค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเงินโบนัสด้วยแต่อย่างใด ข้อความตอนท้ายที่ว่าจะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีแต่ประการใด ซึ่งจำเลยถือว่าเป็นการที่โจทก์สละสิทธิหรือปลดหนี้ให้แก่จำเลยนั้น ข้อความดังกล่าวหาได้ระบุไว้โดยแจ้งชัดว่าโจทก์ทั้งสองได้ปลดหนี้ในเงินอื่น ๆ รวมทั้งค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเงินโบนัสด้วยไม่ บันทึกตามเอกสารหมาย จ.7 ดังกล่าวโจทก์เพียงแต่รับรองว่าจะไม่ฟ้องร้องจำเลยเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินบำเหน็จและค่าชดเชยเท่านั้น กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเงินโบนัสด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเงินโบนัสจากจำเลยได้ ปัญหาที่ว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ หากเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายเพียงใด และโจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสหรือไม่จำนวนเท่าใดนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวต่อไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 11 ป.พ.พ. มาตรา 171 ป.พ.พ. มาตรา 340 ป.พ.พ. มาตรา 850 ป.พ.พ. มาตรา 852 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนเมษายน 2511 จำเลยจ้างโจทก์เป็นพนักงานประจำ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการพิมพ์อัตราเงินเดือน 18,140 บาท ต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จและเงินชดเชยให้โจทก์จำนวน 424,083 บาท และให้โจทก์ลงชื่อในบันทึกการรับเงินไว้โดยโจทก์ไม่สมัครใจ หากโจทก์ไม่ยอมลงชื่อในบันทึกดังกล่าวจำเลยจะไม่ยอมจ่ายเงินบำเหน็จและเงินชดเชยให้โจทก์และจะเปลี่ยนคำสั่งจากเลิกจ้างเป็นไล่ออกจากงาน การกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์ได้รับเสียหายขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 471,640 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น501,118 บาท และจำเลยต้องจ่ายเงินโบนัสในปี 2536 และ 2537ปีละ 1 เดือน เป็นเงิน 36,280 บาท แก่โจทก์ด้วย

ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 501,118 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายเงินโบนัสจำนวน36,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์บกพร่องและปฏิบัติงานส่อไปในทางประพฤติมิชอบ ไม่นำพาต่อการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับแบบแผนวิธีปฏิบัติ หย่อนสมรรถภาพในการทำงานกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา ปฏิบัติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการบริหารของจำเลย การปฏิบัติงานไม่เป็นที่ไว้วางใจของจำเลยส่อไปในทางทุจริตขาดความเชื่อถือ และโจทก์สร้างความแตกแยกแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา จำเลยได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นตรวจสอบการปฏิบัติงานของโจทก์โดยไม่ได้กลั้นแกล้งโจทก์

คณะอนุกรรมการดังกล่าวเสนอให้มีคำสั่งไล่ออกจากงาน แต่จำเลยให้ความปรานี จึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เพื่อให้ได้รับเงินบำเหน็จและเงินชดเชยจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอันสมควรมิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ ส่วนเงินโบนัสจำเลยจะใช้ดุลพินิจจ่ายให้แก่ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตขยันขันแข็งและจ่ายให้ต่อเมื่อลูกจ้างคนนั้นยังเป็นลูกจ้างในขณะรับเงินโบนัสเท่านั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิรับเงินโบนัสและไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยถึงร้อยละสิบห้าต่อปีของเงินใด ๆ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะในขณะเลิกจ้างโจทก์ได้ทำหลักฐานใจความสำคัญว่าจะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีแต่ประการใด เป็นการสละสิทธิฟ้องร้องของโจทก์โดยสมบูรณ์แล้ว

ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า (1) โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ (2) การเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่ หากไม่เป็นธรรมต้องใช้ค่าเสียหายเพียงใด (3) จำเลยต้องรับผิดเงินโบนัสหรือไม่ จำนวนเท่าใดแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 จำเลยเลิกจ้างโดยจ่ายเงินบำเหน็จและเงินชดเชยให้เป็นเงิน 424,083 บาท โจทก์ทำบันทึกรับเงินดังกล่าวไว้ตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งมีใจความสำคัญว่า โจทก์ได้รับเงินบำเหน็จและค่าชดเชยตามกฎหมายจากจำเลยครบถ้วนแล้วและจะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีแต่ประการใดทั้งสิ้น บันทึกดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างยอมสละสิทธิเรียกร้องเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับจากจำเลยนายจ้างทุกประเภทและมีผลเป็นการระงับข้อพิพาทให้มูลจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นโจทก์คงได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในบันทึกหรือสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเท่านั้น หามีสิทธิเรียกร้องอื่นใดจากจำเลยอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 850, 851 และ 852 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ว่า บันทึกตามเอกสารหมาย จ.7 มิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธิในการฟ้องเรียกค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่อาจตกลงประนีประนอมยอมความหรือสละเสียได้ ข้อตกลงตามบันทึกตามเอกสารหมาย จ.7 ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงเป็นโมฆะ และทั้งเป็นการอ้างสิทธิในการฟ้องคดีของโจทก์ซึ่งไม่มีผลบังคับพิเคราะห์แล้วจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 และจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยและเงินบำเหน็จจำนวน 424,083 บาท แก่โจทก์ โจทก์ได้ทำหนังสือตามบันทึกเอกสารหมาย จ.7 ให้แก่จำเลย ความว่า"ตามที่ ชสท. (จำเลย) ได้เลิกจ้างข้าพเจ้าตามคำสั่งที่ 46/2537วันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 ข้าพเจ้าได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบชสท.ว่าด้วยการพนักงาน

ชสท. พ.ศ. 2535 และเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เป็นเงิน 424,083 บาท ถูกต้องแล้ว และจะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีแต่ประการใดทั้งสิ้น" เห็นว่า ข้อความในเอกสารที่โจทก์ลงลายมือชื่อให้ไว้แก่จำเลยดังกล่าวได้ระบุประเภทของเงินไว้เฉพาะเงินบำเหน็จและค่าชดเชยเท่านั้น มิได้ระบุถึงค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเงินโบนัสด้วยแต่อย่างใดข้อความตอนท้ายที่ว่าจะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีแต่ประการใด ซึ่งจำเลยถือว่าเป็นการที่โจทก์สละสิทธิหรือปลดหนี้ให้แก่จำเลยนั้นศาลฎีกาเห็นว่าข้อความดังกล่าวหาได้ระบุไว้โดยแจ้งชัดว่าโจทก์ทั้งสองได้ปลดหนี้ในเงินอื่น ๆ รวมทั้งค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเงินโบนัสด้วยไม่ บันทึกตามเอกสารหมายจ.7 ดังกล่าวโจทก์เพียงแต่รับรองว่าจะไม่ฟ้องร้องจำเลยเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินบำเหน็จและค่าชดเชยเท่านั้น

กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเงินโบนัสด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเงินโบนัสจากจำเลยได้ เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป แต่ปัญหาที่ว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ หากเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายเพียงใดและโจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสหรือไม่ จำนวนเท่าใดนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัย เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวต่อไปพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามประเด็นพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 ที่กำหนดไว้ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลอ บุณยเนตร · พรชัย สมรรถเวช · ธวัชชัย พิทักษ์พล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2540

จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเห…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2543 (เลขอ้างอิง 32189)

การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522ซึ่งเป็นกฎหมาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2541

ขณะเกิดเหตุ โรงแรมจำเลยกำลังมีงานจัดเลี้ยงภายในบริเวณโรงแรม โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยดื่มสุรามึนเมาภายในบริเวณโรงแรมเมื่อพ้นเวลาปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วสามชั่วโมง แต่โจทก์ยังอยู่ในชุดทำงานและมิได้ตอกบัตรล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4135/2541

บันทึกข้อตกลงระหว่างโจท์และจำเลยเป็นข้อตกลงมีวัตถุประสงค์เป็นการระงับข้อพิพาทในเรื่องการหย่าโดยตรง โดยเฉพาะข้อตกลงซึ่งระบุว่าโจทก์และจำเลยตกลงที่จะไม่ทำการจดทะเบียนหย่าซึ่งกันและกัน และโจทก์ยอมจ่ายเงิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4635/2541

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าหลังจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้วโจทก์ได้รับเงินต่าง ๆจากจำเลยและโจทก์ทำบันทึกสละสิทธิในการที่จะเรียกร้องเงิน หรือทรัพย์สินหรือข้อเรียกร้องอื่นใดตามกฎหมายต่อไปทั้งส…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้