Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9836/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 2 ร้องตะโกนว่า "เอาเลย" แล้วจำเลยที่ 1 จึงเตะผู้เสียหาย ถือว่าจำเลยที่ 2 ยุยงส่งเสริมเป็นผู้ใช้หรือก่อให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตาม ป.อ. มาตรา 84 มิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตาม ป.อ. มาตา 83 ดังที่โจทก์ฟ้อง จึงลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้เพราะข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การร้องบอกของจำเลยที่ 2 ที่ว่าเอาเลยหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ก็เตะผู้เสียหายทันที จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ดังนี้ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายนายทีฆายุผู้เสียหาย โดยจำเลยที่ 2 ใช้แก้วเหล้าขว้างที่หลังของผู้เสียหายจำนวน 1 ครั้ง ใช้มือกระชากคอเสื้อและใช้มือตบหน้าผู้เสียหายจำนวน 1 ครั้ง จำเลยที่ 1 ใช้เท้าเตะบริเวณใบหน้าผู้เสียหายจำนวน 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ดั้งจมูกของผู้เสียหายหักได้รับบาดเจ็บใบหน้าผู้เสียหายจำนวน 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ดั้งจมูกของผู้เสียหายหักได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัสต้องเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, 83, 58 และบวกโทษจำเลยที่ 1 ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1991/2540 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้ด้วย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ หลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูกมาตรา 297 (8)), 83 ให้จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายไปแล้วนับเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 จำนวนหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี ให้นำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 จำนวน 1 ปี ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1991/2540 ของศาลชั้นต้นมาบวกกับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ รวมแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 3 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์พยานหลักฐานในคดีแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายและจำเลยที่ 2 มีเหตุทะเลาะวิวาทกัน โดยจำเลยที่ 2 ใช้แก้วเหล้าขว้างปาถูกผู้เสียหายบริเวณหลังและตบหน้าผู้เสียหาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้เท้าเตะที่ใบหน้าของผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ เห็นว่า เหตุในคดีนี้เกิดขึ้นที่สถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับในขณะที่ผู้เสียหายและเพื่อนไปเที่ยว

ณ สถานบันเทิงดังกล่าว พยานโจทก์ซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่เบิกความยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองคือ ผู้เสียหายและนายจักรพงศ์ ซึ่งเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ในขณะที่ผู้เสียหายและนายจักรพงศ์เดินออกจากสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับไปเข้าห้องน้ำบริเวณด้านนอกและเดินกลับมาจะเข้าสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับได้เดินผ่านจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 กล่าวหาผู้เสียหายว่าเหยียบเท้าและไม่ขอโทษ แต่ผู้เสียหายโต้เถียงว่าไม่ได้เหยียบเท้าจำเลยที่ 2 นายจักรพงศ์ได้ขอร้องให้ผู้เสียหายขอโทษจำเลยที่ 2 เพื่อที่จะไม่ให้มีเรื่องกันซึ่งผู้เสียหายก็กล่าวคำขอโทษจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นผู้เสียหายและนายจักรพงศ์ก็ไม่ได้เข้าไปในสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับเนื่องจากใกล้เวลาจะปิด โดยในระหว่างที่เดินอยู่ด้านนอกนั้นผู้เสียหายถูกปาด้วยแก้วที่ด้านหลัง

เมื่อผู้เสียหายและนายจักรพงศ์หันไปดูเหตุการณ์ก็เห็นจำเลยที่ 2 จึงเข้าใจว่าเป็นผู้ปาแก้ว แล้วจำเลยที่ 2 ได้เดินเข้ามาหาผู้เสียหายและใช้มือตบหน้าผู้เสียหาย นายจักรพงศ์จึงเข้าไปห้ามจำเลยที่ 2 มิให้ทำร้ายผู้เสียหายอีก ส่วนผู้เสียหายก็ได้ไปนั่งที่ม้ายาวบริเวณหน้าห้องน้ำ จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่าตั้งแต่ผู้เสียหายและเพื่อนมาเที่ยวสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองหรือทะเลาะกับกลุ่มบุคคลใด จะมีเพียงเหตุกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้เสียหายและจำเลยที่ 2 เท่านั้น กรณีจึงเชื่อว่าคนที่ปาแก้วมาที่หลังผู้เสียหายก็คือจำเลยที่ 2 นั่นเอง ประกอบกับเมื่อเกิดเหตุการณ์ปาแก้วแล้วจำเลยที่ 2 ได้เดินเข้ามาทำร้ายผู้เสียหายโดยใช้กำลังตบที่ใบหน้าจนนายจักรพงศ์ต้องเข้าห้าม

แม้นายจักรพงศ์จะให้การในชั้นศาลว่าจำเลยที่ 2 เดินเข้ามาจะหาเรื่องกับผู้เสียหายโดยเงื้อมือจะทำร้ายผู้เสียหาย นายจักรพงศ์จึงเข้าห้ามและมีการชุลมุนกัน ผู้เสียหายจะถูกทำร้ายหรือไม่จำไม่ได้แต่ก็เห็นผู้เสียหายเซไปทางห้องน้ำ แต่นายจักรพงศ์ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังวันเกิดเหตุประมาณ 4 วันว่า จำเลยที่ 2 ได้เดินตามมาแล้วกระชากคอเสื้อผู้เสียหายและใช้มือตบผู้เสียหาย 1 ครั้ง ทำให้ผู้เสียหายเซถอยไป จากคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวนายจักรพงศ์ให้การหลังเกิดเหตุไม่นานน่าเชื่อว่าให้การไปตามความจริงที่ตนประสบมา และเป็นคำให้การที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายและนายจักรพงศ์เบิกความต่อศาล จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้กำลังทำร้ายโดยตบหน้าผู้เสียหายสำหรับเหตุการณ์หลังจากนี้ โดยในขณะที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ที่ม้ายาวหน้าห้องน้ำ

จำเลยที่ 1 ได้เดินเข้ามาเตะผู้เสียหายที่ใบหน้าจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสนั้น จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปถึงความเกี่ยวพันของการกระทำของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำอันมีผลทำให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในการกระทำผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า เหตุการณ์ในตอนนี้นายจักรพงศ์ได้เบิกความว่า หลังจากที่นายจักรพงศ์ห้ามจำเลยที่ 2 ไม่ให้ทำร้ายผู้เสียหายแล้ว ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับได้ออกมาช่วยห้ามเหตุการณ์และสอบถามว่าใครมีเรื่อง มีการชี้ไปที่ผู้เสียหายและนายจักรพงศ์ว่าเป็นคนก่อเรื่อง ขณะนั้นได้ยินเสียงว่า "เอาเลย" ซึ่งนายจักรพงศ์เข้าใจว่าเป็นเสียงของจำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้เตะผู้เสียหายบริเวณใบหน้า

นอกจากนั้นนายจักรพงศ์ยังได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ในขณะเกิดเหตุพนักงานรักษาความปลอดภัยของสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับได้เดินเข้ามาจำนวน 3 ถึง 4 คน และจำเลยที่ 1 ซึ่งยืนอยู่ใกล้กับจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 ได้พูดกับจำเลยที่ 1 ว่า "เอาเลย" จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ใช้เท้าเตะผู้เสียหาย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจะเห็นว่า เหตุทะเลาะวิวาทในช่วงแรกระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนร่วมในการทะเลาะวิวาทหรือร่วมทำร้ายผู้เสียหายแต่อย่างใด แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ได้เข้ามายังที่เกิดเหตุและได้รับการบอกกล่าวจากจำเลยที่ 2 ว่า "เอาเลย" จำเลยที่ 1 จึงเข้าทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยมีหน้าที่ในการดูแลสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับให้เกิดความสงบเรียบร้อย ซึ่งรวมถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาเที่ยวสถานบันเทิงดังกล่าวด้วย

การที่จำเลยที่ 1 เข้าทำร้ายผู้เสียหายซึ่งเป็นลูกค้าของสถานบริการโดยไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนนับว่าเป็นเรื่องที่ผิดวิสัยอย่างมาก นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เคยเห็นหน้าจำเลยที่ 2 มาก่อนเนื่องจากมาเที่ยวสถานบันเทิงฮอลลีวู้ดผับเป็นประจำ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 รู้จักกับจำเลยที่ 2 มาก่อนเกิดเหตุ เมื่อจำเลยที่ 2 บอกแก่จำเลยที่ 1 ว่า "เอาเลย" จำเลยที่ 1 จึงเข้าทำร้ายผู้เสียหายทันที แม้จำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้คดีในทำนองว่ามิได้บอกให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายก็ตาม แต่ผู้เสียหายก็มิได้มีเหตุทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่ 1 หรือกลุ่มบุคคลใดมาก่อน มีเพียงเหตุทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่ 2 เท่านั้น และในขณะนั้นก็อยู่ระหว่างการชุลมุนโดยนายจักรพงศ์เข้ากอดห้ามมิให้จำเลยที่ 2 เข้าทำร้ายผู้เสียหาย

ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เข้ามายังที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในภาวะไม่สามารถทำร้ายผู้เสียหายได้ จึงบอกให้จำเลยที่ 1 เข้ากระทำการแทนตน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้หรือก่อให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย นอกจากนั้นหลังเกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายและนายจักรพงศ์จะกลับบ้าน จำเลยที่ 2 ได้ไปพบผู้เสียหายและพูดห้ามมิให้ผู้เสียหายแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งถ้าหากจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จะไปพูดห้ามมิให้ผู้เสียหายแจ้งความด้วยเหตุใด ซึ่งนับว่าเป็นข้อพิรุธในคดีอย่างยิ่ง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 2 ร้องตะโกนว่า "เอาเลย" แล้วจำเลยที่ 1 จึงเตะผู้เสียหายถือว่าจำเลยที่ 2 ยุยงส่งเสริมเป็นผู้ใช้หรือก่อให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 มิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ดังที่โจทก์ฟ้อง จึงลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การร้องบอกของจำเลยที่ 2 ที่ว่าเอาเลย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ก็เตะผู้เสียหายทันที

จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ดังนี้ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 1 นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมจะต้องมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบในหน้าที่ จำเลยที่ 2 เข้าไปเที่ยวในสถานบริการแต่กลับกระทำความผิดทางอาญาขึ้นเสียเอง โดยมูลเหตุที่เกิดขึ้นก็เพราะจำเลยที่ 2 อ้างว่าผู้เสียหายเหยียบเท้าแล้วไม่ขอโทษอันเป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่

ข่มเหงรังแกผู้เสียหายผู้เป็นสุจริตชนที่เข้าไปเที่ยวพักผ่อนในสถานบริการแห่งนั้นทั้งที่ไม่มีเหตุผลอันสมควร หลังเกิดเหตุก็มิได้บรรเทาผลร้ายและให้การบ่ายเบี่ยงต่อสู้คดีมาโดยตลอดพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั่วไป ที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เคยปฏิบัติหน้าที่ราชการถวายความปลอดภัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์หลายครั้ง ปรากฏตามสำเนาคำสั่งแต่งตั้งเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 2 นั้น ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติ ซึ่งจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องกระทำอยู่แล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่ามีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวและบิดามารดาซึ่งอายุมากแล้ว หากจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกจะทำให้ครอบครัวและบิดามารดาได้รับความเดือดร้อนไม่มีผู้อุปการะเลี้ยงดูก็เป็นเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์และรูปคดีแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบด้วยมาตรา 86 ให้จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนตรี ยอดปัญญา · ดิเรก อิงคนินันท์ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้