Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9840/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 2,213,493 บาท แต่หนังสือแจ้งการประเมินและคำชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษี 6,629,281 บาท และโจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางไม่พิพากษาให้จำเลยคืนเงินทั้งหมดย่อมแสดงว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและคำชี้แจงของจำเลยไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบทั้งหมด แต่เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบบางส่วน ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้นั้น เห็นว่า มาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 กำหนดเป็นเงื่อนไขว่าห้ามมิให้ศาลประทับฟ้องเว้นแต่ผู้รับการประเมินจะชำระค่าภาษีเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ต้องชำระค่าภาษีก่อนฟ้องตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น หากไม่สั่งคืนภาษีส่วนนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยอาจไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการให้มีคำสั่งทางปกครองที่ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป เพราะโจทก์ได้ชำระค่าภาษีตามประเมินแก่จำเลยแล้ว ฉะนั้น การให้จำเลยคืนเงินเพียงบางส่วนตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ เป็นการพิพากษาให้ไม่เกินกว่าที่โจทก์มีคำขอ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 มิใช่เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งทางปกครองบางส่วนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 02 เลขที่ 74 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 กับให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด. 11) เล่มที่ 01/48 เลขที่ 52 ลงวันที่ 2 กันยายน 2548 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 2,213,493 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวตั้งแต่วันพ้นกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินเล่มที่ 02 เลขที่ 74 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 และใบแจ้งคำชี้ขาดของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล เล่มที่ 01/48 เลขที่ 52 ลงวันที่ 2 กันยายน 2548 ให้จำเลยคืนเงิน 2,213,493 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับพิพาทชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ นั้น เมื่อพิเคราะห์ใบแจ้งรายการประเมินตามเอกสารแผ่นที่ 68 มีข้อความระบุรายละเอียดทรัพย์สินคือ โรงแรม ที่ตั้งของทรัพย์สิน จำนวนค่ารายปี ค่าภาษีที่ให้โจทก์ไปชำระต่อจำเลยใน 30 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับใบแจ้งรายการนี้ การไม่ชำระตามกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 43 หากไม่พอใจในการประเมินให้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ใบแจ้งรายการประเมินดังกล่าวจึงไม่มีเหตุผลที่อย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ

การที่จำเลยมิได้แสดงรายละเอียดของเหตุผลในใบแจ้งรายการประเมินเกี่ยวกับรายละเอียดของการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีเพิ่มขึ้น โดยที่โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์มิได้แตกต่างไปจากเดิม โจทก์ย่อมไม่สามารถทราบได้ว่าจำเลยแจ้งประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างรายการใดเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปจากที่โจทก์เคยยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอันเข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ที่ว่า เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ใบแจ้งรายการประเมินไม่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง

แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 นั้นชอบแล้ว แต่เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบในรูปแบบของใบแจ้งรายการประเมินที่ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง ในใบแจ้งรายการประเมินหรือเอกสารประกอบใบแจ้งรายการประเมินและแจ้งให้โจทก์ทราบต่อไปตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หากโจทก์ยังไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ระบุไว้ในใบแจ้งรายการประเมินดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยและคำชี้ขาดของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเลต่อไป

ด้วยเหตุนี้กระบวนการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่เกิดขึ้นหลังจากมีใบแจ้งรายการประเมินโดยไม่ชอบแล้วย่อมเสียไปทั้งหมด ส่วนที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 2,213,493 บาท แต่หนังสือแจ้งการประเมินและคำชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษี 6,629,281 บาท และจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางไม่พิพากษาให้จำเลยคืนเงินทั้งหมด ย่อมแสดงว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและคำชี้ขาดของจำเลยไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบทั้งหมด แต่เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบบางส่วน ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้นั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 กำหนดเป็นเงื่อนไขว่า ห้ามมิให้ศาลประทับฟ้องเว้นแต่ผู้รับการประเมินจะชำระค่าภาษีเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ต้องชำระค่าภาษีก่อนฟ้องตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด หากไม่สั่งคืนภาษีส่วนนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยอาจไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการให้มีคำสั่งทางปกครองที่ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป เพราะโจทก์ได้ชำระค่าภาษีตามการประเมินแก่จำเลยแล้ว และการให้จำเลยคืนเงินเพียงบางส่วนตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นการพิพากษาให้ไม่เกินกว่าที่โจทก์มีคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร

พ.ศ.2528 มาตรา 17 มิใช่เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งทางปกครองบางส่วนไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง โดยที่ถูกต้องเพิกถอนเพียงการแจ้งการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินซึ่งมีผลให้การดำเนินการที่ต่อเนื่องจากการแจ้งการประเมินดังกล่าวไม่ชอบไปด้วย ดังวินิจฉัยมาดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเลด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นด้วยในผลส่วนนี้ และสมควรแก้ไขเฉพาะส่วนที่ยังไม่ถูกต้องดังกล่าวเท่านั้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนการประเมินแต่ให้เพิกถอนการแจ้งการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาลี ทัพภวิมล · องอาจ โรจนสุพจน์ · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.44/2550
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ512/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ457/2549
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้