คำฟ้องและคำให้การ
ได้ความว่าโจทก์เปนบุตร์ติดบิดา ๆ มาได้จำเลยเปนภรรยา แต่ไม่มีบุตร์ด้วยกัน โจทก์จากบิดไปอยู่เมืองมะริดในเขตร์พะม่ากว่า ๑๐ ปี วันที่ ๒๔/๗/๖๙ บิดาโจทก์ตาย โจทก์ว่าจำเลยรับรองจะแบ่งทรัพย์ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง แต่การรับรองมิได้ทำกันเปนลายลักษณอักษร บัดนี้จำเลยไม่แบ่งให้ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ ๑๕/๑๑/๗๑ ศาลเดิมตัดสินให้จำเลยแบ่งมฤดกให้แก่โจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า การนับอายุความมฤดกต้องนับแต่วันบิดาโจทก์ตายเปนต้นไป ดังนี้เมื่อนับมาถึงวันโจทก์ฟ้องคดีนี้เปนเวลาเกิน ๑ ปีแล้ว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แม้เมื่อบิดาโจทก์ตายโจทก์อยู่ในเขตร์พะม่าก็ดี ก็ไม่เปนเหตุที่จะยืดอายุความได้ และข้อที่โจทก์ว่าจำเลยได้ตกลงยอมจะแบ่งทรัพย์ให้นั้น เมื่อมิได้ทำเปนลายลักษณอักษร จึงเปนอันใช้ไม่ได้ตาม ม.๘๕๐ ๘๕๑ ส่วนที่บ้านที่ลงชื่อโจทก์ไว้ในหนังสือซื้อขายก็โดยประสงค์จะยกให้โจทก์ แต่ที่นี้ไม่มีโฉนด และจำเลยยังไม่ได้มอบให้ดังนี้ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิตามกฎหมาย จึงตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์(ศรี-หริศ-นล)ศาลชั้นต้น - พระดุลยพากย์ศาลอุทธรณ์ - พระยากุศะนเรศร์