Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9884/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

หนังสือพิมพ์ที่จำเลยเป็นบรรณาธิการลงข้อความในข่าวหน้า 3 ย่อหน้าแรก พูดถึงเรื่องข้าราชการรัฐสภาล่าลายเซ็นส.ส. เพื่อให้แปรญัตติงบประมาณจัดซื้อสินค้า เพื่อหวังค่านายหน้าจากผู้ขายสินค้า ในย่อหน้าที่สอง พูดถึงเรื่องข้าราชการของรัฐสภาผู้นี้เป็นนายหน้าจัดหาผู้หญิงให้แก่ ส.ส. ซึ่งกรณีนี้ข้าราชการหญิงผู้นี้เคยถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนมาแล้ว เมื่อพิจารณาประกอบการพาดหัวข่าวที่ว่า ลากไส้อีโม่ง กินงบ ค้ากามกลางสภาจะเห็นได้ว่าเป็นการพูดกล่าวหาโจทก์คนละเรื่องคนละตอนกัน สำหรับข้อความ ในตอนที่สองทำให้เข้าใจว่า โจทก์เป็นนายหน้าจัดหาเด็กผู้หญิงมาให้ ส.ส. ซึ่งได้มีการสอบสวนลงโทษโจทก์มานานแล้วก่อนที่จำเลยจะนำมาลงเป็นข่าว การลงข่าวดังกล่าว ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่เป็นเรื่องที่ลงข่าวเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน ตามคำฟ้องของโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 เท่านั้น ไม่มีข้อความตอนใดที่ มุ่งประสงค์จะให้จำเลยต้องรับผิดในฐานะบรรณาธิการหรือผู้พิมพ์ ตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484ที่โจทก์บรรยายในตอนแรกว่า จำเลยเป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ โฆษณา ก็เป็นการบอกถึงฐานะของจำเลยเท่านั้น ประกอบกับ โจทก์มิได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวมาด้วยศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในฐานะบรรณาธิการหรือผู้พิมพ์ตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 330 ป.วิ.อ. มาตรา 192 พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2536 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยเป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้พิมพ์โฆษณาข้อความใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ต่อบุคคลที่สามลงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับที่ 12837ลงวันที่ 15 มีนาคม 2536 หน้า 3 โดยมีข้อความพาดหัวคอลัมน์ว่า"ในที่สุดความอื้อฉาวข้าราชการรัฐสภาที่ทำตัวลึกลับวิ่งเต้นล่าลายเซ็น ส.ส. (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) เพื่อให้แปรบัญญัติงบประมาณจัดซื้อยากำจัดลูกน้ำ ยุงลาย อุปกรณ์เครื่องเขียนเครื่องกีฬาและเครื่องครัว เพื่อหวังเงินค่าหัวจากบริษัทหาผลประโยชน์ที่กระทำกันเป็นกระบวนการก็ได้ถูกกระชากหน้ากากออกมาจนได้ข้าราชการรัฐสภาหญิงที่วิ่งเต้นล่าลายเซ็น

ส.ส.เป็นเจ้าหน้าที่อยู่แผนกชวเลข เป็นเจ้าแม่สภาที่ ส.ส.ทุกคนรู้จักกันดีในนาม "เจ๊กู้" ซึ่งเมื่อถึงฤดูกาลพิจารณางบประมาณก็จะรับงานวิ่งล่าลายเซ็น ส.ส. เพื่อแบ่งเงินเปอร์เซนต์ โดยจะให้กันในอัตราลายเซ็น ส.ส. 10 ต่อเงิน 1 ล้านบาท และวรรคสองว่าข้าราชการหญิงของรัฐสภาผู้นี้ยังมีงานที่ทำให้มีความสนิทชิดเชื้อกับ ส.ส. เป็นอย่างดี คือเป็นนายหน้าจัดหาเด็กเอ๊าะ ๆให้กับ ส.ส. ในอัตราราคาแพง ซึ่งพฤติกรรมของข้าราชการหญิงผู้นี้เคยถูกข้าราชการระดับสูงของรัฐสภาตั้งกรรมการสอบครั้งหนึ่งแล้วแต่ไม่ได้เข็ดหลาบแต่อย่างใด" ซึ่งข้อความที่ระบุว่าข้าราชการรัฐสภาหญิงที่ชื่อ "เจ๊กู้" นั้นหมายถึงตัวโจทก์การที่จำเลยพิมพ์โฆษณาข้อความดังกล่าวจึงทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่า

โจทก์คืออีโม่งกินงบประมาณ และค้ากามในสภาอันเป็นความเท็จ การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328 กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐคอลัมน์เดิมและใช้ตัวหนังสือเท่าเดิมเป็นเวลาติดต่อกันรวม7 วัน และในหนังสือพิมพ์รายวันเดลินิวส์ มติชน ดาวสยามบ้านเมือง เป็นเวลาติดต่อกันรวม 7 วัน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า "เจ๊กู้" ที่กล่าวถึงในข่าวหมายถึงตัวโจทก์ จำเลยมีหน้าที่เสนอข่าวให้ประชาชนทราบ ข่าวที่จำเลยพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ตามคอลัมน์ที่โจทก์ฟ้องวรรคแรก เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนโดยทั่วไปและรัฐสภา จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 ข่าวที่พิมพ์โฆษณาในวรรคสองเป็นข่าวที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์เคยลงพิมพ์โฆษณามาก่อนแล้วเมื่อพ.ศ. 2534 และผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์โจทก์ให้การยอมรับว่าเป็นความจริงเลขาธิการรัฐสภาได้มีคำสั่งลงโทษโจทก์ทางวินัยตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน

การลงข่าวข้างต้นจึงเป็นความจริงและเป็นประโยชน์แก่ประชาชน จำเลยไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้จำคุก 3 เดือน และปรับ 25,000 บาทไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 บังคับค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษานี้ทั้งหมดในหนังสือพิมพ์รายวันไทยรัฐหรือเดลินิวส์หรือมติชนหรือดาวสยามหรือบ้านเมือง รวม 2 ฉบับ ฉบับละ 3 ครั้งโดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า เดิมโจทก์ชื่อนางบุญกู้ แซ่ภู่ เข้ารับราชการสังกัดสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา เมื่อปี 2513 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อและสกุลเป็น นางกรุณา พิมพ์สุวรรณ์ แต่ใช้ชื่อเล่นว่า กู้ ขณะฟ้องคดีโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ชวเลข 4 ศูนย์รวมพนักงานชวเลขและพิมพ์ดีดสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ส่วนจำเลยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับประจำวันที่ 15 มีนาคม 2536 ซึ่งจำเลยเป็นบรรณาธิการ ได้พิมพ์โฆษณาข้อความโดยพาดหัวคอลัมน์หนึ่งด้วยอักษรตัวโตว่า ลากไส้ "อีโม่ง"กินงบ

ค้ากาม กลางสภา และมีข้อความละเอียดในคอลัมน์ 2 วรรควรรคแรกบรรยายว่า "ในที่สุด ความอื้อฉาว ข้าราชการรัฐสภาที่ทำตัวลึกลับวิ่งเต้นล่าลายเซ็น ส.ส. เพื่อให้แปรญัตติงบประมาณจัดซื้อยากำจัดลูกน้ำ ยุงลาย อุปกรณ์เครื่องเขียนเครื่องกีฬาและเครื่องครัวเพื่อหวังเงินค่าหัวจากบริษัท หาผลประโยชน์ที่กระทำกันเป็นกระบวนการ ก็ได้ถูกกระชากหน้ากากออกจนได้ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากกรรมาธิการงบประมาณคนหนึ่งว่าข้าราชการหญิงที่วิ่งเต้นล่าลายเซ็น ส.ส. เป็นเจ้าหน้าที่อยู่แผนกงานชวเลขเป็นเจ้าแม่สภา ที่ ส.ส. ทุกคนรู้จักกันดีในนาม"เจ๊กู้" ซึ่งเมื่อถึงฤดูกาลพิจารณางบประมาณก็จะรับงานวิ่งล่าลายเซ็น ส.ส. เพื่อแบ่งเงินเปอร์เซ็นต์ โดยจะให้กันในอัตราลายเซ็น

ส.ส. 10 (คน) ต่อเงิน 1 ล้านบาท ซึ่งเมื่อได้ลายเซ็นมาแล้ว จะนำเอกสารไปให้หญิงที่ชื่อ "วารุณี" เป็นนอกสภาทำงานอยู่ในรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง เพื่อเดินเรื่องต่อเชื่อมโยงขบวนการดังกล่าว" ส่วนวรรค 2 ได้บรรยายรายละเอียดว่า "ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ข้าราชการหญิงของรัฐสภาผู้นี้ยังมีงานที่ทำให้มีความสนิทชิดเชื้อในอัตราราคาแพง ซึ่งพฤติกรรมของข้าราชการหญิงผู้นี้ เคยถูกข้าราชการระดับสูงของรัฐสภาตั้งกรรมการสอบครั้งหนึ่งแล้ว แต่ไม่ได้เข็ดหลาบแต่อย่างใด" ตามเอกสารหมาย จ.1พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ในความสำคัญของข่าวอยู่ในหน้าแรกย่อหน้าแรก ที่กล่าวถึงข้าราชการรัฐสภาคนหนึ่งซึ่งมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต

วิ่งเต้นล่าลายเซ็น ส.ส. เพื่อให้แปรญัตติงบประมาณจัดซื้อยากำจัดลูกน้ำ ยุงลาย อุปกรณ์เครื่องเรียนเครื่องกีฬาและเครื่องครัว เพื่อหวังเงินค่าหัวจากบริษัท หาผลประโยชน์ ส่วนข้อความที่ตีพิมพ์ในย่อหน้าถัดมานั้นมีเพียงสี่บรรทัดเป็นเพียงการขยายความของข่าวต่อเนื่องจากข้อความในตอนแรกเพื่อแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ผ่านมาของโจทก์ในฐานะเป็นข้าราชการรัฐสภา เคยประพฤติตนเสื่อมเสียไม่น่าไว้วางใจโจทก์เคยถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยและถูกลงโทษทางวินัยมาแล้วแต่ยังไม่เข็ดหลาบ ข้อความในข่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงมิใช่เป็นการใส่ความโจทก์ จำเลยในฐานะสื่อมวลชนกระทำไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน ไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัวที่การพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความในข่าวแบ่งออกเป็นสองคอลัมน์ในย่อหน้าแรก พูดถึงเรื่องล่าลายเซ็น ส.ส. เพื่อให้แปรญัตติงบประมาณจัดซื้อสินค้าเพื่อหวังค่านายหน้าจากบริษัทผู้ขายสินค้า สำหรับในย่อหน้าที่สองพูดถึงเรื่องที่ว่า ข้าราชการของรัฐสภาผู้นี้เป็นนายหน้าจัดหาผู้หญิงให้แก่ ส.ส. ในอัตราราคาแพง ซึ่งกรณีนี้ข้าราชการหญิงผู้นี้เคยถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนมาแล้ว เมื่อพิจารณาข้อความที่ประกอบการพาดหัวข่าวที่ว่า ลากไส้ อีโม่งกินงบ ค้ากามกลางสภา จะเห็นได้ว่า เป็นการพูดกล่าวหาโจทก์คนละเรื่องคนละตอนกัน สำหรับข้อความในตอนที่สองเมื่ออ่านแล้วก็ทำให้เข้าใจว่า ที่อ้างว่ามีการค้ากามในสภานั้นเกิดขึ้นได้โดยโจทก์ทำหน้าที่เป็นนายหน้าจัดหาเด็กผู้หญิงมาให้

ส.ส.ซึ่งข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าได้เกิดขึ้นและมีการสอบสวนลงโทษโจทก์มานานแล้ว ก่อนที่จำเลยจำนำมาลงเป็นข่าวถึง 2 ปีการลงข่าวดังกล่าวส่อเจตนาที่จะใส่ความโจทก์ในลักษณะประจานโจทก์ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังอันเป็นความผิดตามฟ้อง และเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวที่การพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนหาใช่เป็นเรื่องที่ลงข่าวเพื่อรักษาผลประโยชน์แก่รัฐและประชาชนแต่อย่างใดไม่ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นปัญหาข้อต่อไปมีว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยได้หรือไม่พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ฟ้องโจทก์บรรยายข้อความว่าจำเลยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์

ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เมื่อวันที่15 มีนาคม 2536 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้กระทำการพิมพ์โฆษณาข้อความใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ต่อบุคคลที่สาม รายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 อันเป็นความเท็จ การกระทำของจำเลยดังกล่าวโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328 เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มุ่งประสงค์จะให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 เท่านั้น ไม่มีข้อความตอนใดที่มุ่งประสงค์จะให้จำเลยต้องรับผิดในฐานะบรรณาธิการหรือผู้พิมพ์ ตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติการพิมพ์พ.ศ. 2484 ที่โจทก์บรรยายในตอนแรกว่า จำเลยเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา

ก็เป็นการบอกถึงฐานะของจำเลยเท่านั้น โจทก์มิได้ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในฐานะที่เป็นบรรณาธิการ หรือผู้พิมพ์ประกอบกับโจทก์มิได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวมาด้วย ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในฐานะบรรณาธิการหรือผู้พิมพ์ตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192และปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุระ หวังอ้อมกลาง · ปราโมทย์ ชพานนท์ · เสริม บุญทรงสันติกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2568

โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1546/2568

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 17…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2568

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568

จำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาโจทก์ร่วมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลได้ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3978/2567

การที่ผู้ตายที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทง น. แล้ว น. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ 1 แต่กระสุนปืนพลาดไปถูกผู้ตายที่ 2 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยมิได้คบคิดนัดหมายกันมาก่อน ถือไม่ได้ว่าจำเล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้