Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9885/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินโจทก์ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 3 กำหนดให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องกรมทางหลวงและอธิบดีเพื่อเรียกค่าทดแทนเพิ่มได้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ มาตรา 26วรรคแรกได้บัญญัติว่าในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินทดแทนนั้น และมาตรา 11 วรรคหนึ่งบัญญัติให้เจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์แก่ผู้มีสิทธิได้รับภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายตามมาตรา 10ซึ่งโจทก์กับกรมทางหลวงได้ทำบันทึกข้อตกลงกันตามมาตรา 10เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2535 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2535อันเป็นวันสุดท้ายที่จะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์ คณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนฯ กำหนดค่าทดแทนให้โจทก์โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 8เมษายน 2535 และโจทก์ได้รับหนังสือของกรมทางหลวงให้ไปรับเงินค่าทดแทนเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2535 โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ฉบับที่ 2 ต่อรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2535อันเป็นการอุทธรณ์ภายในระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ มาตรา 25 วรรคหนึ่งโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 มาตรา 11 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 มาตรา 21 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 มาตรา 25 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 มาตรา 26

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 38791ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานครเนื้อที่ 400 ตารางวา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงคมนาคม มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน ที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชบัญญัติดังกล่าว คณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดค่าทดแทนให้แก่โจทก์สำหรับที่ดินเนื้อที่ 315 ตารางวา ราคาตารางวาละ 1,500 บาทสำหรับที่ดินอีกส่วนเนื้อที่ 85 ตารางวา ราคาตารางวาละ 500 บาทรวมเป็นค่าทดแทน 515,000 บาท

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยให้เพิ่มค่าทดแทนแก่โจทก์ สำหรับที่ดินทั้งแปลงเป็นราคาตารางวาละ 3,250 บาท แต่การกำหนดค่าทดแทนดังกล่าวก็ยังไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เพราะที่ดินของโจทก์ได้รับการพัฒนาแล้ว มีสาธารณูปโภคครบครัน มีราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดตารางวาละ 22,000 บาท ถึง 40,000 บาท โจทก์จึงขอค่าทดแทนเพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 22,000 บาท รวมเป็นค่าทดแทน8,800,000 บาท จำเลยทั้งสองจ่ายค่าทดแทนให้แก่โจทก์แล้ว1,300,000 บาท โจทก์ขอเรียกค่าทดแทนเพิ่มขึ้นอีก 7,500,000 บาทและดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินคือร้อยละ 8 ต่อปี

นับแต่วันที่28 เมษายน 2535 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยแจ้งจำนวนค่าทดแทนให้โจทก์ทราบ คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 625,684 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 8,125,684 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี ในต้นเงิน 7,500,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ จำเลยทั้งสองไม่ใช่ผู้กำหนดจำนวนค่าทดแทนที่จ่ายให้แก่โจทก์ ประกอบกับโจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 8เมษายน 2535 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่โจทก์ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้ไปรับค่าทดแทน เป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงเท่ากับยังไม่มีการอุทธรณ์

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังได้กำหนดค่าทดแทนเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ3,250 บาท โดยใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมปี 2531-2534 และนำราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมปี 2535 ไปพิจารณาประกอบด้วยโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่28 เมษายน 2535 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,700,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีอำนาจหน้าที่ก่อสร้าง ขยายบูรณะและบำรุงรักษาทางหลวง ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนจำเลยที่ 1 มีอำนาจทำการในนามของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว มาตรา 3 กำหนดให้จำเลยที่ 2เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน ดังนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเพื่อเรียกค่าทดแทนเพิ่มได้ แม้จำเลยที่ 1 จะมิใช่เจ้าหน้าที่เวนคืนและจำเลยทั้งสองจะมิใช่ผู้กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนก็ตาม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการต่อไปว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนด มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 หรือรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับนั้นภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนดังกล่าวและตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเวนคืนฯ พ.ศ. 2532 ดังกล่าวกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับค่าทดแทนเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2535 ตามเอกสารหมาย ล.9 แผ่นที่ 2แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ฉบับแรกก่อนที่จะได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับค่าทดแทน กล่าวคือ โจทก์ยื่นอุทธรณ์ฉบับแรกเมื่อวันที่ 8เมษายน 2535

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้อุทธรณ์ฉบับแรกของโจทก์จะยื่นก่อนได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนก็ตามแต่ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนอีกครั้งหนึ่งซึ่งโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2535 เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนครั้งที่สองดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับที่สองต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2535 อันเป็นการอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดดังนี้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นคดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มหรือไม่

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ แขวงสวนหลวง แขวงประเวศ เขตพระโขนงและแขวงคลองสองต้นนุ่น แขวงคลองสามประเวศ แขวงลำปลาทิวเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 343 สายคลองตัน - ลาดกระบัง พ.ศ. 2532 มิได้บัญญัติเรื่องการกำหนดเงินค่าทดแทนที่จะให้ผู้มีสิทธิได้รับไว้เป็นพิเศษจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 ซึ่งบัญญัติว่าเงินค่าทดแทนที่จะให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18นั้น ถ้ามิได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดโดยเฉพาะแล้ว ให้กำหนดโดยคำนึงถึง(1)

ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6(2) ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่(3) ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม(4) สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และ(5) เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม คดีนี้โจทก์นำสืบว่าที่ดินใกล้เคียงกับที่ดินของโจทก์และถูกเวนคืนเช่นเดียวกันเดิมได้ค่าทดแทนตารางวาละ 1,500บาท เมื่ออุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้วได้ค่าทดแทนเพิ่มเป็นตารางวาละ 12,000 บาท ตามสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทนเอกสารหมาย

จ.10 ได้ความจากคำเบิกความของนายอุทัย เพิ่มสมบัติและนางสุธาทิพย์ พิทักษ์พยานจำเลยทั้งสองว่า ที่ดินได้รับค่าทดแทนเพิ่มกับที่ดินของโจทก์อยู่ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นที่ดินในแขวงหัวหมาก เขตบางกะปิเช่นเดียวกัน ซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนได้กำหนดราคาให้เหมือนกันคือตารางวาละ 1,500 บาท ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้กำหนดราคาที่ดินซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 12,000 บาท

ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อคำนึงถึงสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ทั้งสองแปลงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21 แล้ว การกำหนดค่าทดแทนของที่ดินทั้งสองแปลงสมควรกำหนดให้ใกล้เคียงกันจึงจะเกิดความเป็นธรรม ดังนี้ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทดแทนให้โจทก์ตารางวาละ 10,000 บาทจึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นคดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำนวนค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่าในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น และมาตรา 11 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10 ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขาย ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงกันตามมาตรา 10เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2535 ตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ล.17 นับแต่วันดังกล่าวไปอีกหนึ่งร้อยยี่สิบวันซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์คือวันที่ 2 กรกฎาคม 2535 อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันดังกล่าวในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 2กรกฎาคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมพล สัตยาอภิธาน · สุทธิ นิชโรจน์ · อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1148/2541

โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากการเวนคืนที่ดิน ได้อุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนเพิ่มสำหรับที่ดินพิพาทจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้ตารางวาละ 35,000 บาท เป็นตารางวาละ 63,000 บาท เมื่อรัฐ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5621/2540

กองนิติการ กรมโยธาธิการเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การที่เจ้าหน้าที่กองนิติการที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการรับอุทธรณ์เรื่องเงินทดแทนอสังหาริมท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2546

โจทก์ได้เช่าที่ดินซึ่งบางส่วนถูกเวนคืนโดยการเช่านั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนการเช่าไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ และในวันที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าครอบครองที่ดินที่ถูกเวนคืนดังกล่าวการเช่าที่ดิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4949/2545

คดีก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทซึ่งถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นพร้อมดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่ขอเพิ่มในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินร้อยละ 10.75 ต่อปี ส่วนคดีนี้โจท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7177/2545

กระทรวงคมนาคม จำเลยที่ 1 และกรมทางหลวง จำเลยที่ 3 มีอำนาจหน้าที่จัดให้มีหรือสร้างทางหลวงแผ่นดิน ตลอดจนการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงทางหลวงแผ่นดิน การดำเนินการเวนคืนที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้