คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ โจทก์ทำพินัยกรรม์ยกทรัพย์ของโจทก์ตามบัญชีท้ายฟ้องหมาย ก. ให้แก่เด็กชายสมบูรณ์ และหมาย ข. ให้แก่เด็กหญิงสมบัติบุตรโจทก์ ทำพินัยกรรม์แล้วโจทก์ได้มอบทรัพย์ดังกล่าวให้จำเลยซึ่งเป็นพ่อตาเลี้ยงเป็นผู้เก็บรักษาไว้แทนโจทก์เพื่อมอบให้บุตร โจทก์ ทั้งสองเมื่อโจทก์ถึงแก่กรรมต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ - ๒๔๙๒ โจทก์ได้ไปขอคืนทรัพย์รายนี้ จำเลยขอผัดเสมอไปไม่มีสิ้นสุด จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยคืนแก่โจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนทรัพย์ตามบัญชีท้ายฟ้องหมาย ก.ข. ให้โจทก์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ว่า ๑. เอกสารรายนี้เป็นหนังสือแบ่ง ๒. จำเลยไม่ได้รับฝากทรัพย์ ๓. ทรัพย์รายนี้มิได้อยู่ที่จำเลย
ศาลฎีกาเห็นว่า ๑. เอกสารที่โจทก์ทำยกทรัพย์ให้บุตร์นั้นมีลักษณะเป็นพินัยกรรม์ เพราะได้ทำตามแบบพินัยกรรม์ ความตอนต้นก็บ่งว่าโจทก์ทำพินัยกรรม์เป็นคำสั่งเด็ดขาด และจะยกทรัพย์ให้ต่อเมื่อโจทก์ตายแล้ว ตอนท้ายก็มีบันทึกของผู้นั่งพินัยกรรม์ตามแบบเดิม และเซ็นชื่อผู้นั่งพินัยกรรม์ถึง ๖ คน แม้ตัวจำเลยเองก็เบิกความรับว่าโจทก์ทำพินัยกรรม์ฉบับนี้ยกทรัพย์ให้บุตรโจทก์ที่จำเลยว่าต่อมาเมื่อนายสมบูรณ์นาง สมบัติแต่งงานโจทก์สั่งให้จำเลยมอบทรัพย์ให้นายสมบูรณ์ นางสมบัติเสียนั้น หาเป็นเหตุจะลบล้างลักษณะของเอกสารให้กลับไม่เป็นพินัยกรรม์ได้ไม่ ๒. ตามฎีกาข้อ ๒ ฟังว่าจำเลยได้รับฝากทรัพย์รายนี้จริง ๓. เห็นว่าจำเลยอยู่ในฐานรับฝากทรัพย์ของโจทก์ไว้เพื่อให้แก่บุตรโจทก์ เมื่อจำเลยได้มอบทรัพย์ให้แก่บุตรโจทก์ โจทก์รู้แล้วมิได้คัดค้าน ย่อมถือได้ว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยมอบทรัพย์ให้แก่บุตรโจทก์ไปแล้ว จำเลยย่อมพ้นหน้าที่รับผิดชอบในทรัพย์ส่วนนี้โจทก์ก็สิ้นสิทธิที่จะเรียกทรัพย์ส่วนนี้คืนจากจำเลย ศาลฎีกาจึง
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ให้จำเลยส่งทรัพย์ตามบัญชีท้ายฟ้องหมาย ก. อันดับ ๓-๔-๕-๗ หมาย ข. อันดับ ๕-๖ ให้โจทก์ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา