Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2529 (เลขอ้างอิง 103988)

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ช. คนขับรถยนต์ของจำเลยขับรถยนต์ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง โดยขับรถเข้าไปในช่องทางเดินรถคันที่โจทก์ที่ 3 ขับเป็นเหตุให้รถชนกัน เป็นการบรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอที่จำเลยจะเข้าใจได้แล้วฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ฎีกาในประเด็นที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างโจทก์มี 3 คน และไม่มีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการคนใดคนหนึ่งย่อมมีสิทธิกระทำกิจการในนามห้างโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เจ้าของทรัพย์สินนอกจากจะมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้แล้ว ยังมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายอีกด้วย เมื่อจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนคดีหลังว่าโจทก์ที่ ๓

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่าโจทก์ทั้งสามมอบอำนาจให้นายจำเริญ ศุภประเสริฐ ฟ้องคดีแทน โจทก์ที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน ๒ บ - ๘๗๓๓ ซึ่งให้โจทก์ที่ ๒ เช่าซื้อไป โจทก์ที่ ๓ เป็นลูกจ้างของโจทก์ที่ ๒ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน น.ม.๒๖๘๕๒ ซึ่งจำเลยที่ ๒ เป็นผู้เช่าซื้อไปเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ นายชาย ใจหยุด ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน น.ม.๒๖๘๕๒ ของจำเลยทั้งสองด้วยความประมาทเข้าไปในช่องทางเดินรถของรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน ๒ บ - ๘๗๓๓ ซึ่งโจทก์ที่ ๓ ขับเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันชนกันเสียหายนางสายลม

อุทัยเก่า ภริยาโจทก์ที่ ๓ ซึ่งโดยสารมาในรถที่โจทก์ที่ ๓ ขับถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของนายชาย ใจหยุด โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ เสียค่าซ่อมรถ รถเสื่อมสภาพและขาดประโยชน์จากการใช้รถรวมทั้งสิ้น ๓๔๐,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๓ เสียค่าใช้จ่ายในการปลงศพนางสายลมและค่าขาดไร้อุปการะรวมทั้งสิ้น ๓๐,๖๙๐ บาท ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยทั้งสองสำนวนร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ ทั้งสองสำนวนขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ทั้งสองสำนวนให้การว่า นายจำเริญ ศุภประเสริฐ ไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ทั้งสาม

ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจโจทก์ที่ ๒ ที่ ๓ เป็นลายมือชื่อปลอม ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเคลือบคลุม เดิมนายชาย ใจหยุด เคยเป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๒ แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๒ เลิกจ้างนายชายแล้ว นายชายขับรถคันเกิดเหตุโดยจำเลยที่ ๒ ไม่ได้รู้เห็นยินยอม โจทก์ที่ ๑ ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะขณะเกิดเหตุได้ให้โจทก์ที่ ๒ เช่าซื้อรถไปแล้ว เหตุเกิดเพราะความประมาทของโจทก์ที่ ๓ โจทก์ที่ ๓ ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองสำนวนขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๑

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ที่ ๒ ถึงแก่ความตาย

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายชาญ เกตุศิริ เข้าเป็นคู่ความแทนที่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าซ่อมรถและค่าเสื่อมราคารถให้โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ เป็นเงิน ๑๙๕,๐๐๐ บาท ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทค่าเสียหายให้โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๓๐,๖๙๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินแต่ละยอดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๒ ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ทั้งสองสำนวนฎีกา ในปัญหาที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่บรรยายให้แจ้งชัดว่าจุดชนอยู่ตรงกิโลเมตรเท่าไรของถนน คนขับรถของโจทก์ขับด้วยอัตราความเร็วเท่าใด

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ที่ ๓ ขับรถยนต์จากจังหวัดฉะเชิงเทรามุ่งหน้าไปทางเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานครครั้นถึงเขตมีนบุรีซึ่งเป็นที่เกิดเหตุนายชาย ใจหยุด ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จากเขตมีนบุรีมุ่งหน้าไปจังหวัดฉะเชิงเทราด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง กล่าวคือ นายชายขับรถเข้าไปในช่องทางเดินรถของรถคันที่โจทก์ที่ ๓ ขับเป็นเหตุให้รถชนกัน เช่นนี้ เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาพอที่จำเลยจะเข้าใจได้แล้วจำเลยเองก็ให้การต่อสู้คดีว่าคนขับรถของโจทก์ที่ ๒ เพียงฝ่ายเดียวที่ประมาทขับแซงรถยนต์บรรทุกด้วยกันล่วงล้ำเข้ามาในเส้นทางเดินรถของจำเลยที่ ๒ จึงเกิดชนกัน ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ในปัญหาที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า โจทก์ไม่กล่าวรายละเอียดว่าซ่อมอะไรบ้าง คำฟ้องส่วนนี้จึงเคลือบคลุม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้ยกข้อนี้ขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังวินิจฉัยให้ ในปัญหาที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า การมอบอำนาจของโจทก์ที่ ๑ ให้นายจำเริญ ศุภประเสริฐ ฟ้องคดีแทนไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะหุ้นส่วนผู้จัดการอื่นๆ มิได้รู้เห็นยินยอม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามหนังสือรับรองสำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เอกสารหมาย จ.๖ ระบุว่า หุ้นส่วนผู้จัดการห้างโจทก์ที่ ๑ มี ๓ คน คือนายอุดม อุดมมะนะ นายนิพนธ์ อุดมมะนะ และนายประเสริฐ และไม่มีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการ ฉะนั้นหุ้นส่วนผู้จัดการคนใดคนหนึ่งย่อมมีสิทธิกระทำกิจการในนามของห้างโจทก์ที่ ๑ ได้การที่นายนิพนธ์ อุดมมะนะ มอบอำนาจให้นายจำเริญ ศุภประเสริฐ ฟ้องคดีนี้ ตามเอกสารหมาย จ.๔ จึงเป็นการชอบแล้ว ในปัญหาที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นเพียงเจ้าของทรัพย์ไม่มีสิทธิฟ้องในมูลละเมิดได้นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ เจ้าของทรัพย์สินนอกจากจะมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้แล้ว ยังมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายอีกด้วย เมื่อจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ ๑ ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน โจทก์ที่ ๑ จึงย่อมมีสิทธิฟ้องคดีได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนวย เปล่งวิทยา · สุชาติ จิวะชาติ · เสรี แสงศิลป์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายเดชา สุวรรณโณ
ศาลอุทธรณ์ - นายสุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2529 (เลขอ้างอิง 766)

โจทก์บรรยายฟ้องว่าช.คนขับรถยนต์ของจำเลยขับรถยนต์ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังโดยขับรถเข้าไปในช่องทางเดินรถคันที่โจทก์ที่3ขับเป็นเหตุให้รถชนกันเป็นการบรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7344/2545

การออกโฉนดที่ดินเป็นงานที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมที่ดิน เมื่อโจทก์เห็นว่าการออกโฉนดที่ดิน คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องกรมที่ดินได้ แม้ป.ที่ดิน มาตรา 61 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6576/2545

คำฟ้องในส่วนเกี่ยวกับความเสียหายบรรยายว่าจำเลยทั้งสองระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตจำนวนสองครั้ง แต่ละครั้งคิดเป็นพื้นที่เท่าใดและปริมาตรเท่าใด รวมทั้งปริมาตรหินที่จำเลยทั้งสองเอาไปเป็นจำนว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1163/2539

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ป. และ น. อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2470 และต่อมาปี 2520 จึงได้จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธในข้อนี้ ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวป. และ น. เป็นสามีภริยากัน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2369/2526

แม้ฟ้องโจทก์จะระบุว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตึกแถวเลขที่ 60 แขวงสัมพันธวงศ์เขตสัมพันธวงศ์ แต่บรรยายฟ้องว่าตึกแถวเลขที่ 60 ที่พิพาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3389 แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธ์วงศ์ ซึ่งต่างแขว…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้