คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยเช่าตึกแถวพิพาทจากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพรและสัญญาเช่าสิ้นสุดแล้ว จำเลยยังคงอยู่ต่อมาโดยไม่มีสัญญาเช่า โจทก์ได้ซื้อตึกแถวพิพาทพร้อมที่ดินจากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร และได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลย ให้จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาท จำเลยไม่ยอมออกจึงขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากตึกพิพาทจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่ใช่เจ้าของตึกพิพาทไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ซื้อตึกพิพาทและที่ดินเพื่อการค้าขัดต่อวัตถุประสงค์ของโจทก์ จำเลยไม่ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาและโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพรเป็นโมฆะโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า
สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพรสมบูรณ์ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องแย้งในวันชี้สองสถาน ศาลชั้ต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวพิพาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะในฟ้องระบุว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตึกแถวเลขที่ 60 แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ แต่บรรยายฟ้องว่าตึกเลขที่ 60ที่พิพาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3389 แขวงจักรวรรดิ์ (ตรอกอาจม) เขตสัมพันธวงศ์ เป็นของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากตึกดังกล่าว ซึ่งไม่แน่ว่าตึกแถวเลขที่ 60 ที่พิพาทจะได้ปลูกในที่ดินตามโฉนดดังกล่าวนั้นปรากฏจากฟ้องโจทก์ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 60 (ร้านศรีเภสัชสมบูรณ์) ถนนราชวงศ์ แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ และโจทก์ได้บรรยายในฟ้องว่าจำเลยเช่าตึกแถวเลขที่ 60 เพื่อใช้ประกอบการค้าโดยใช้ชื่อสถานที่เช่าว่าศรีเภสัชสมบูรณ์ ซึ่งปลูกในที่ดินโฉนดเลขที่ 3389 แขวงจักรวรรดิ์ (ตรอกอาจม)
เขตสัมพันธวงศ์ (สำเพ็ง)จากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร และขอให้บังคับจำเลยกับบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 60 ดังกล่าว เช่นนี้เห็นว่าแม้ฟ้องของโจทก์จะระบุว่าตึกแถวเลขที่ 60 อันเป็นที่อยู่ของจำเลยและที่ตั้งของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3389 ซึ่งปลูกตึกแถวเลขที่ 60 ต่างแขวงกันก็ตาม แต่ตึกแถวเลขที่ 60 ที่จำเลยเช่าจากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพรก็มีอยู่ห้องเดียวซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3389 ที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยกับบริวาร นอกจากนี้จำเลยยังได้อ้างว่าโจทก์ได้ซื้อตึกแถวพิพาทตามหนังสือสัญญาขายที่ดินที่ปลูกตึกแถวพิพาทระหว่างโจทก์ผู้ซื้อกับพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร
ประกอบคำให้การของจำเลยตามสำเนาเอกสารท้ายคำให้การของจำเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยเข้าใจฟ้องโจทก์เป็นอย่างดีถึงตึกแถวพิพาทว่าอยู่ในที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3389 ที่โจทก์ซื้อจากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพรดังนั้นฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม และที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาขับไล่จำเลยกับบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 60 แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ชำระราคาที่ดินและตึกแถวพิพาทยังไม่ครบจำนวน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวจึงยังไม่โอนมาเป็นของโจทก์นั้น เห็นว่าการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามเอกสารหมาย จ.2 หาได้มีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาบังคับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 ไม่แต่เป็นเรื่องผู้ขายยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ซื้อไปโดยเด็ดขาดแล้วตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2523 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456, 458 ส่วนราคาที่ยังชำระไม่ครบถ้วนนั้นเป็นเรื่องผู้ขายกับผู้ซื้อตกลงผ่อนชำระราคากันเอง
หาได้เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่โอนให้แก่กันไปแล้วไม่โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งตึกแถวพิพาท โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวพิพาทได้ที่จำเลยฎีกาว่า บริษัทโจทก์ซื้อที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3389 รวมทั้งตึกแถวพิพาทเพื่อการค้ากำไรอันเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของบริษัท เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นข้อนี้ไว้ และจำเลยมิได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยยินยอมดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นไว้เท่านั้น เป็นการฎีกานอกประเด็นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษายืน