Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1042/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานว่าเหตุทำร้ายร่างกายที่ทำให้ ส. ลูกจ้างจำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกใบหน้าด้านขวาและกระดูกข้อเท้าซ้ายแตกได้เกิดขึ้นขณะที่โจทก์และ ส. เดินออกจากบริษัทจำเลยห่างจากรั้วและป้อมพนักงานรักษาความปลอดภัยประมาณ 5 เมตรซึ่งอยู่นอกบริเวณบริษัทจำกัด ดังนี้ การที่ศาลแรงงานกลับวินิจฉัยว่า โจทก์ทำร้ายร่างกาย ส. จนได้รับอันตรายสาหัสภายในบริเวณบริษัทจำเลย ซึ่งขัดกับคำรับของคู่ความดังกล่าว จึงเป็นการมิชอบ หนังสือเลิกจ้างและคำให้การจำเลยระบุว่า เหตุเกิดขณะส. จะเดินไปขึ้นรถรับส่งพนักงานที่จำเลยจัดไว้ให้และโจทก์ทำร้ายร่างกาย ส. ในสถานที่ที่จำเลยรับผิดชอบอยู่มิใช่ภายในบริเวณบริษัทจำเลย การที่ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริง ว่าเหตุเกิดภายในบริเวณบริษัทจำเลย ซึ่งไม่ตรงกับหนังสือเลิกจ้างและคำให้การดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน เมื่อศาลฎีกาไม่มีข้อเท็จจริงอันเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานที่จะนำมาวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์ไม่มีความผิด กรณีทำร้ายร่างกาย ส. โจทก์จะมีสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามฟ้องหรือไม่ซึ่งเป็นกรณีข้อเท็จจริงได้มาจากการที่ศาลแรงงานรับฟังมาโดยมิชอบและไม่พอแก่การวินิจฉัย โดยที่ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงเองได้ ศาลฎีกาจึงชอบที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นเรื่อง สถานที่เกิดเหตุว่าเกิดเหตุ ณ ที่ใด และอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยหรือไม่ เสียใหม่ให้ถูกต้อง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31,56 วรรคสอง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 177 ป.วิ.พ. มาตรา 243 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จ่ายค่าชดเชย โดยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดระเบียบและวินัยอย่างร้ายแรงกรณีประทุษร้ายร่างกายนายสถาพร เอกวงษ์ เพื่อนพนักงาน ซึ่งไม่เป็นความจริง ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม หากจำเลยไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 68,951 บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 11,492 บาท และค่าเสียหายจำนวน 184,828.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 5 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดระเบียบวินัยของจำเลยข้อ 1.4 อย่างร้ายแรง

เนื่องจากโจทก์ได้ประทุษร้ายร่างกายนายสถาพร เอกวงษ์ พนักงานจำเลยในสถานที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยขณะเดินไปขึ้นรถรับส่งพนักงานที่จำเลยจัดให้จนได้รับบาดเจ็บกระดูกใบหน้าด้านขวาและกระดูกข้อเท้าซ้ายแตก ต้องผ่าตัดใส่เหล็ก ใช้เวลารักษาพยาบาล 60 วันขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์และนายสถาพร เอกวงษ์เป็นพนักงานของจำเลยด้วยกันได้เดินออกจากบริษัทจำเลยห่างจากรั้วและป้อมพนักงานรักษาความปลอดภัย 5 เมตร เกิดเหตุทำร้ายร่างกายนายสถาพรเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บกระดูกใบหน้าขวาและกระดูกข้อเท้าซ้ายแตกได้รับอันตรายสาหัสโดยโจทก์เป็นคนทำร้ายแต่ในตอนต่อมากลับฟังว่ามีการทำร้ายกันภายในบริเวณบริษัทจำเลยเป็นความผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย

หมวด 6 ข้อ 1.4 ซึ่งมีโทษเลิกจ้าง ทั้งเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงตามหมวด 7 ข้อ 2.1.3 ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(4) จำเลยจึงมีเหตุที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่โจทก์ทำร้ายร่างกายนายสถาพร เอกวงษ์ ไม่เป็นการผิดวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวด 6 ข้อ 1.4 เพราะตามวันเวลาเกิดเหตุ โจทก์มิได้อยู่ในที่ทำงานหรือบริษัทของจำเลย แต่อยู่หน้าบริษัทจำเลยซึ่งเป็นถนนสาธารณะ ในวันเกิดเหตุโจทก์ไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นลูกจ้างของจำเลยโดยโจทก์ลาหยุดและได้รับการอนุมัติให้ลาแล้วทั้งลักษณะบาดแผลของนายสถาพรยังไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายสาหัสนั้นเห็นว่าข้อบังคับดังกล่าวกำหนดไว้ชัดว่าการที่ลูกจ้างประทุษร้ายหรือทะเลาะวิวาทกับลูกจ้างอื่นของจำเลยนอกบริเวณที่ทำงานก็อาจมีความผิดทางวินัยได้ถ้าสถานที่เกิดเหตุนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางลงวันที่ 10 ตุลาคม 2540 คู่ความยอมรับข้อเท็จจริงว่าเกิดเหตุทำร้ายร่างกายทำให้นายสถาพร

เอกวงษ์ ลูกจ้างจำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกใบหน้าด้านขวาและกระดูกข้อเท้าซ้ายแตกเหตุเกิดขึ้นขณะที่โจทก์และนายสถาพร เดินออกจากบริษัทจำเลยห่างจากรั้วและป้อมพนักงานรักษาความปลอดภัยประมาณ 5 เมตรซึ่งอยู่นอกบริเวณบริษัทจำเลย แต่ศาลแรงงานกลางกลับวินิจฉัยว่าโจทก์ทำร้ายร่างกายนายสถาพรจนได้รับอันตรายสาหัสภายในบริเวณบริษัทจำเลย ซึ่งขัดกับคำรับของคู่ความดังกล่าวเป็นการมิชอบอีกทั้งตามคำให้การจำเลยและหนังสือเลิกจ้างของจำเลยก็ระบุว่าเหตุเกิดขณะนายสถาพรจะเดินไปขึ้นรถรับส่งพนักงานที่จำเลยจัดไว้ให้สำเนาหนังสือเลิกจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ก็ระบุชัดแจ้งว่าโจทก์ทำร้ายร่างกายนายสถาพรในสถานที่ที่จำเลยรับผิดชอบอยู่มิใช่ภายในบริเวณบริษัทจำเลย แต่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเหตุเกิดภายในบริเวณบริษัทจำเลย ซึ่งไม่ตรงกับคำให้การและหนังสือเลิกจ้างดังกล่าว เป็นการวินิจฉัยนอกคำให้การของจำเลยซึ่งเป็นการไม่ชอบเช่นกันทั้งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางดังกล่าว

บริเวณที่โจทก์ทำร้ายร่างกายนายสถาพรจะอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยหรือไม่ ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้สอบข้อเท็จจริงจากคู่ความหรือรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนไว้ ศาลฎีกาจึงไม่มีข้อเท็จจริงอันเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่จะนำมาวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีความผิดกรณีทำร้ายร่างกายนายสถาพรจึงมีสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งเป็นกรณีข้อเท็จจริงได้มาจากการที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาโดยมิชอบและไม่พอแก่การวินิจฉัย โดยที่ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียเองได้ จึงชอบที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นพิพาทข้อ 1 เรื่องสถานที่เกิดเหตุว่าเกิดเหตุ

ณ ที่ใด และอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยหรือไม่เสียใหม่ให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31, 56 วรรคสองพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กมล เพียรพิทักษ์ · พรชัย สมรรถเวช · จรัญ หัตถกรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3044/2541

ตามคำให้การของจำเลยมีข้อความระบุไว้ว่า "จำเลยเคยเสนอเหตุผลว่า จำเลยนี้ไม่เคยติดค้างค่าจ้างแก่โจทก์กับพวกดังที่กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง"ย่อมมีความหมายว่า จำเลยได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้ค่าจ้างค้า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6191/2540

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า โจทก์ไม่เคยกระทำผิดที่ไหน เมื่อใด และไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้กล่าวหาทั้งไม่เคยมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดของโจทก์เมื่อคำให้การจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าวจำเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3195/2551

การที่จะถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อไปและศาลแรงงานมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลเมื่อศาลสั่งรับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4838/2548

คำให้การของจำเลยข้อ 1.1 และ 1.2 อ้างว่าผู้บริหารของจำเลยไม่มีอำนาจทำสัญญาจ้างโจทก์แทนจำเลย สัญญาจ้างดังกล่าวจึงไม่ผูกพันจำเลยเป็นการปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าโจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ส่วนคำให้การข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7842/2547

คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม ถ้าไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย เงินบำเหน็จ เงินสะสม และค่าเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้