Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10588/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ร่วมเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรม เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นมรดกของโจทก์ร่วม จำเลยบุกรุกที่ดินพิพาทภายหลังเจ้ามรดกตาย โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีได้ แม้โจทก์ร่วมจะจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทภายหลังเกิดเหตุคดีนี้แล้วก็ตาม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์ร่วมร้องทุกข์ว่าจำเลยบุกรุกที่ดินพิพาทภายใน 3 เดือนนับแต่โจทก์ร่วมรู้เรื่องการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว การที่โจทก์ร่วมแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเลขที่โฉนดที่ดินพิพาทผิดพลาดเป็นเพียงรายละเอียด แม้ต่อมาจะมีการให้การเพิ่มเติมและส่งเอกสารเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในภายหลังโดยมีการแก้ไขเลขที่โฉนดให้ถูกต้องหลังจากพ้นกำหนดเวลา 3 เดือนนับแต่โจทก์ร่วมรู้ถึงการกระทำความผิด ก็ถือว่าการร้องทุกข์สมบูรณ์ตั้งแต่วันที่โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ครั้งแรกแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 358 และ 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา นางจิณห์นิภา ผู้เสียหายที่ 3 นายพัฒนะ ผู้เสียหายที่ 2 และนายสุรศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 5 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกนางจิณห์นิภาว่าโจทก์ร่วมที่ 1 นายพัฒนะว่าโจทก์ร่วมที่ 2 และนายสุรศักดิ์ว่าโจทก์ร่วมที่ 3 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และ 358 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในปัญหาเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่าโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 เป็นผู้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 4470 ตามพินัยกรรมของนางพวง เมื่อนางพวง เจ้ามรดกถึงแก่ความตายที่ดินพิพาท จึงเป็นมรดกตกได้แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 ตามกฎหมาย โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ แม้โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 จะจดทะเบียนรับโอนมรดกภายหลังเกิดเหตุคดีนี้ก็ตาม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนในปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 แจ้งความว่าทราบเหตุเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2544 โดยในขณะร้องทุกข์อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกที่ดินโฉนดเลขที่ 2515 แต่มีการให้การเพิ่มเติมและส่งเอกสารในภายหลังเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 ว่าเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 4470 คดีบุกรุกเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4470 จึงขาดอายุความนั้น

เห็นว่าโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 แจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2544 แม้ในขณะแจ้งความร้องทุกข์ผู้เสียหายจะระบุเลขที่โฉนดที่ดินที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกว่า เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 2515 แต่ที่ดินที่โจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุก ได้แก่ ที่ดินพิพาทในคดีนี้เท่านั้นซึ่งได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 4470 จึงถือได้ว่ามีการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2544 แล้ว มิใช่ถือเอาวันที่มีการให้การเพิ่มเติมและส่งเอกสารเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในภายหลัง ซึ่งเมื่อนับตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นวันที่ฝ่ายโจทก์ร่วมทั้งสาม

ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 รู้เรื่องการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2544 แล้วยังอยู่ภายในระยะเวลา 3 เดือน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ดังนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 358 จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์ · สนอง เล่าศรีวรกต · ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดชัยนาท - นายธีระชัย กระแสทรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายปริญญา ดีผดุง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.49/2550
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1378/2545
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1821/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3477/2565

โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ บ. มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมหลายข้อ โดยข้อ 2 ให้มีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญา เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา เป็นโจทก์ร่วม และข้อ 6 ให้มีอำนาจมอบอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 386/2551

แม้ผู้เช่าซื้อยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ แต่ผู้เช่าซื้อก็มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์และมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยแก่ผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5210/2549

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นกรรมการ โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 โดยทำสัญญาตัวแทนนายหน้าและบัญชีเดินสะพัดเพื่อซื้อขายหลักท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4070/2540

โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามสามยอดตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมายเลข 9 ท้ายฟ้อง ซึ่งมีข้อความสำคัญว่าส. ผู้แจ้งได้มาพบพนักงานสอบสวนแจ้งว่าผู…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1585/2537

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยยังไม่ได้ความชัดแจ้งในเรื่องจำนวนเงินที่จะให้จำเลยคืนหรือใช้ตามคำขอของโจทก์ เห็นสมควรให้ไปว่ากล่าวกันในทางแพ่งโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้