Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2517 (เลขอ้างอิง 107593)

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 บัญญัติให้ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแจ้งการครอบครองไว้เพื่อที่รัฐจะทราบว่าผู้ใดมีสิทธิครอบครองในที่นั้น ๆ ไม่ใช่ว่าถ้าไม่แจ้งการครอบครองแล้ว ผู้ครอบครองที่ดินจะเสียไปซึ่งสิทธิการครอบครองที่มีอยู่ก่อนนั้นไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 5 ป.ที่ดิน มาตรา 9 ป.ที่ดิน มาตรา 108

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้ง ๘ สำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องจำเลยทั้ง ๘ สำนวนเป็นใจความอย่างเดียวกันว่าจำเลยทั้งหมดบุกรุกเข้าครอบครองทำประโยชน์และอ้างสิทธิในที่ดินของรัฐซึ่งเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คือเป็นที่ชายตลิ่งและท้องน้ำริมแม่ปิง โดยทางราชการได้ถมท้องน้ำและชายตลิ่งจนเป็นที่ดินขึ้นอันเป็นที่ว่างเปล่าซึ่งบุคคลใดไม่อาจถือสิทธิหรือใช้สิทธิครอบครองได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน เสียหายแก่ทางราชการและประชาชนจำเลยไม่มีสิทธิครอบครอง และมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งไม่มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการเหมืองแร่และการป่าไม้ในที่ดินของรัฐการกระทำของจำเลยทำให้เกิดการเสียหายทำลาย

ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินของแผ่นดินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์นายอำเภอเมืองตากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดูแลทรัพย์สินนี้ได้สั่งให้จำเลยแต่ละคนรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่สาธารณะที่จำเลยบุกรุกเข้าครอบครองและทำให้เสียหายนั้นให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน จำเลยแต่ละสำนวนทราบคำสั่งนี้แล้วบังอาจจงใจฝ่าฝืนมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งที่สั่งการตามหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙, ๑๐๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๐, ๓๖๘ และขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่สาธารณะดังกล่าวพร้อมกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ออกไปภายใน ๓๐ วัน โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น จำเลยทุกสำนวนต่างให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยในสำนวนคดีนางโกยจำเลย นางเสงี่ยมจำเลย นายมี จำเลย นางบุญมี จำเลย นางสวาทจำเลย และนางเขียวจำเลยรวม ๖ คน มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙, ๑๐๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๐, ๓๖๘ แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๐ ซึ่งเป็นบทหนักตามมาตรา ๙๐ ปรับจำเลยคนละ ๑,๐๐๐ บาทให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินที่รุกล้ำภายใน ๓๐ วันโดยให้เสียค่าใช้จ่ายเอง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยในคดีนางบุญช่วยจำเลยและนางสุ่มจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษนางบุญช่วยจำเลยและนางสุ่มจำเลยทั้งสองสำนวนตามฟ้อง นางโกยจำเลย นางเสงี่ยมจำเลย นายมีจำเลย นางบุญมีจำเลยนางสวาทจำเลยและนางเขียวจำเลย รวม ๖ สำนวน ต่างอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนที่จำเลยทั้ง ๖ คนอุทธรณ์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง ๘ สำนวน คดีสำนวนนางบุญช่วยจำเลยและนางสุ่มจำเลยสองสำนวนนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าที่พิพาทที่จำเลยทั้งสองครอบครองอยู่นั้น จำเลยทั้งสองมีหนังสือซื้อขายกันมาและได้ไปแจ้งการครอบครอง แต่ทางการยังมิได้ออกแบบ ส.ค.๑ ให้ต่างได้ครอบครองมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและก่อนมีการถมทราย ไม่ใช่เป็นที่ชายตลิ่งริมแม่น้ำปิงที่ทางราชการได้ถมทรายขึ้นอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์ฎีกาว่าเมื่อกฎหมายกำหนดเวลาให้จำเลยแจ้งการครอบครองที่ดินแล้ว

เมื่อไม่แจ้งภายในกำหนดเวลาถือว่าสละสิทธิการครอบครองนั้น เห็นว่าที่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕ บัญญัติให้ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแจ้งการครอบครองไว้นั้น ก็เพื่อที่รัฐจะทราบว่าผู้ใดมีสิทธิครอบครองในที่นั้น ๆ ไม่ใช่ว่าถ้าไม่แจ้งการครอบครองแล้ว ผู้ครอบครองที่ดินนั้นจะเสียไปซึ่งสิทธิการครอบครองที่มีอยู่ก่อนนั้น จำเลยได้แจ้งการครอบครองแล้ว แต่ทางการยังไม่มอบแบบแห่งการแจ้งให้จำเลยได้ครอบครองที่ดินอยู่ก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้เจตนาสละสิทธิการครอบครองดังโจทก์ฎีกา

ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยเข้ายึดที่ดินถมทรายขึ้นใหม่ไม่แจ้งการครอบครองนายอำเภอท้องที่ผู้ดูแลมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ครอบครองออกไปจากที่ดินไปได้นั้น เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ข้อนี้เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยทั้งสองนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนคดีอีก ๖ สำนวนนั้น ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินที่จำเลยทุกคนครอบครองอยู่ มิใช่ที่ชายตลิ่งอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยทุกคนต่างได้เข้าครอบครองอยู่โดยการโอนการครอบครองสืบต่อกันมาและมีสิทธิครอบครองอยู่ก่อนพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใช้บังคับการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐๘ และไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๓๖๐ และมาตรา ๓๖๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญาฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมคิด มงคลชาติ · ประพจน์ ถิระวัฒน์ · ไพโรจน์ ไวกาสี
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดตาก - นายพิชิต เตโชพิทยากูล
ศาลอุทธรณ์ - นายประเสริฐ วราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2365/2563

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ชายทะเล และอยู่นอกเขต น.ส. 3 ก. ของบิดาจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าบุคคลใดมีเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าว จึงถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1592/2563

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นที่ดินราชพัสดุ เป็นที่ดินของรัฐ และเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่ดินเพื่อก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13241/2558

แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนต้นยางพาราและทรัพย์สินอื่นที่สร้างอยู่ในที่ดินพิพาทออกไปจากที่ดินพิพาทก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6616/2557

โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองป่าที่ดินภูเขากระโดน อันเป็นที่ดินของรัฐ โดยเป็นที่ราชพัสดุ กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ อยู่ในความครอบครองดูแลของกรมธน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6605/2557

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปความได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณหมู่ที่ 6 บ้านเขายายเที่ยงเหนือ ตำบลคลองไผ่ จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 21 ไร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้