Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 110042)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้อุปสรรคที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้าบางประการมิใช่ความผิดของโจทก์ แต่ก่อนครบกำหนดสิ้นสุดสัญญาฉบับแรก โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดังกล่าวครั้งที่ 1มีการลดเวลาการก่อสร้างลงอีก 5 วัน และขณะนั้นเหลือเวลาอีกเพียง 14 วัน ก็จะถึงกำหนดเวลาที่แก้ไขใหม่ แต่โจทก์กลับยอมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวโดยดี และต่อมาเมื่อมีการทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดังกล่าวครั้งที่ 2 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ทำการก่อสร้างตามสัญญาดังกล่าวเสร็จแล้วสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับหลังเพิ่มเวลาก่อสร้างเพียง 3 วัน โจทก์ย่อมต้องทราบแล้วว่าระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นนั้นน้อยกว่าเวลาที่โจทก์ใช้จริงมาก และก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 1 หักค่าปรับจากเงินค่าจ้างแต่ละงวดที่จ่ายให้โจทก์ไปแล้วเป็นจำนวนมาก แต่โจทก์กลับยอมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาฉบับแรกครั้งที่ 2 โดยดีอีกเช่นกัน ส่วนการก่อสร้างตามสัญญาฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นการก่อสร้างต่อเนื่องจากสัญญาฉบับแรก กำหนดไว้ว่าต้องลงมือก่อสร้างหลังจากทำการก่อสร้างตามสัญญาฉบับแรกไปแล้ว 170 วัน และปรากฏว่าการก่อสร้างตามสัญญาฉบับนี้ล่าช้ากว่ากำหนดเช่นเดียวกับสัญญาฉบับแรก แม้น่าเชื่อว่าอุปสรรคที่ทำให้การก่อสร้างตามสัญญาฉบับแรกล่าช้ามีผลทำให้การก่อสร้างตามสัญญาฉบับหลังล่าช้าไปด้วยแต่เมื่อมีการทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาฉบับหลังครั้งที่ 2 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ทำการก่อสร้างตามสัญญาฉบับหลังเสร็จแล้ว สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเพิ่มเวลาการก่อสร้างให้โจทก์อีกเพียง 127 วัน โจทก์ย่อมต้องทราบแล้วว่าระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นนั้นน้อยกว่าเวลาที่โจทก์ใช้จริงมาก และก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 1 หักค่าปรับจากเงินค่าจ้างแต่ละงวดที่จ่ายให้โจทก์ไปเป็นจำนวนมาก แต่โจทก์ยังคงยอมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวอีกเช่นกัน พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยอมรับกำหนดเวลาสิ้นสุดในสัญญาทุกฉบับที่ทำกับจำเลยที่ 1 และไม่ติดใจเงินค่าปรับที่ต้องถูกหักจากค่าจ้างตามสัญญา โจทก์จึงต้องผูกพันตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาทั้งสองฉบับและไม่มีสิทธิเรียกคืนค่าปรับที่จำเลยที่ 1 หักไว้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษาด้วยกัน

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาจ้างเหมาโจทก์ทำการปรับปรุงถนนสุขุมวิท ๕๕ (ซอยทองหล่อ) ตามสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ และสัญญาที่ ๑๔๕/๒๕๒๑ โดยตามสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ ให้โจทก์ก่อสร้างพื้นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างท่อระบายน้ำ สร้างคันหิน สร้างทางเท้าปูกระเบื้อง สร้างท่อลอดถนน สร้างเขื่อนกันดิน ผู้ว่าจ้างจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้างเป็นรายเดือนตามผลงาน ค่างานทั้งหมดตามสัญญาไม่เกิน ๒๐,๕๓๘,๐๐๐ บาท กำหนดแล้วเสร็จตามสัญญาในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ หากเสร็จล่วงเลยเวลาถูกปรับเป็นรายวันวันละ ๔,๕๐๐ บาท ส่วนตามสัญญาที่ ๑๔๕/๒๕๒๑ ให้โจทก์ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสร้างคันหิน สร้างทางเท้าปูกระเบื้อง ในวงเงินไม่เกิน ๙,๓๐๙,๑๘๘ บาท

จำเลยที่ ๑ จะจ่ายเงินให้โจทก์เป็นรายเดือนตามผลงานโดยจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๒๒และโจทก์ต้องลงมือทำงานภายในวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๒๑ หากเสร็จล่วงเลยเวลาถูกปรับวันละ ๔,๕๐๐ บาท การก่อสร้างตามสัญญาที่ ๑๔๕/๒๕๒๑ เป็นการกระทำต่อเนื่องจากสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ ทั้งสองสัญญาจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้จำเลยที่ ๓, ๔ และ ๕ เป็นกรรมการตรวจการจ้างและมอบให้จำเลยที่ ๖, ๗, ๘ และ ๙เป็นผู้ควบคุมงานรับผิดชอบโดยตรง โจทก์ได้เข้าทำการก่อสร้างตามสัญญาทันที แต่ก็ได้พบอุปสรรคขัดขวางการทำงานของโจทก์ โดยไม่ใช่ความผิดของโจทก์ แต่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยทั้งเก้า ต่อมาวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ ลดระดับถนนลง

ลดเวลาการทำงานตามสัญญาจาก ๓๐๐ วัน เหลือ ๒๙๕ วันแก้ไขเนื้องานและเงินตามสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ เป็นเงินตามสัญญา ๒๐,๒๑๐,๑๖๐.๗๕ บาทวันสิ้นสุดสัญญาเป็นวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ และได้มีการทำสัญญาแก้ไขสัญญาที่ ๑๔๕/๒๕๒๑เพิ่มเติมอีก เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๒๒ เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑โจทก์ได้ทำการก่อสร้าง ส่งมอบงานและขอเบิกเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ และ๑๔๕/๒๕๒๑ โดยส่งมอบงานและขอเบิกเงินจากจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมรวม ๘ ครั้ง รวมขอเบิก ๒๐,๔๖๑,๗๒๕.๕๕ บาท จำเลยที่ ๑ จ่ายให้โจทก์จำนวน ๑๘,๕๒๖,๗๒๕.๕๕ บาท จำเลยที่ ๑ หักไว้อ้างว่าเป็นค่าปรับจำนวนทั้งสิ้น๑,๙๓๕,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิจะหักไว้ และโจทก์ขอเบิกตามสัญญาที่ ๑๔๕/๒๕๒๑และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมจำนวน ๖ ครั้ง

รวมขอเบิก ๘,๙๔๓,๖๐๔ บาท จำเลยที่ ๑ จ่ายให้โจทก์ ๘,๑๒๖,๕๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ หักไว้ อ้างว่าเป็นค่าปรับสร้างเกินกำหนดสัญญาจำนวนเงิน๒,๖๒๖,๑๐๔ บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้จำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิจะหักไว้ ต่อมาวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๒๓โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ ครั้งที่ ๒ แก้ไขวงเงินเป็น๒๐,๔๖๑,๗๒๕.๕๕ บาท และแก้ไขวันก่อสร้างแล้วเสร็จเป็น ๒๙๘ วัน ครบกำหนดวันที่ ๑๗พฤศจิกายน ๒๕๒๑ และวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ ๑๔๕/๒๕๒๑ ครั้งที่ ๒ แก้ไขวงเงินเป็น ๙,๑๗๔,๘๐๔ บาท และแก้วันก่อสร้างให้เสร็จเป็น๓๓๔ วัน ครบกำหนดวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๒ เป็นการเอาเปรียบโจทก์แต่ฝ่ายเดียว

ทั้งที่จำเลยที่ ๑ ทราบว่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นจำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดชอบ การกำหนดเวลาดังกล่าวในสัญญาจึงไม่มีผลใช้บังคับและโจทก์ไม่ได้ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิที่จะอ้างเป็นการชำระค่าปรับ โจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ขอให้พิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินที่ค้างตามสำนวนแรกจำนวน ๑,๙๓๕,๐๐๐ บาท ตามสำนวนหลังจำนวน ๒,๖๒๖,๑๐๔ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ ๗ ในสำนวนแรกขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยนอกนั้นทั้งสองสำนวนให้การเป็นใจความว่า จำเลยทั้งเก้าได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยสุจริตถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของทางราชการทุกประการ อุปสรรคตามที่โจทก์กล่าวอ้างมิได้เป็นอุปสรรคการทำงานของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ก็ได้ต่ออายุสัญญาในเหตุดังกล่าวให้ตามสมควรแล้ว เหตุทำงานล่าช้าของโจทก์ เพราะโจทก์ลงมือทำงานล่าช้ามาก

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินค่าก่อสร้างทั้งสองสำนวน(สองสัญญา) เป็นเงินรวม ๓,๗๖๒,๐๐๐ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โจทก์และจำเลยที่ ๑ ฎีกาทั้งสองสำนวน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิปรับโจทก์เนื่องจากมีอุปสรรคที่ทำให้การก่อสร้างต้องล่าช้าซึ่งมิใช่ความผิดของโจทก์เกิดขึ้นหลายประการ ในเรื่องเกี่ยวกับอุปสรรคที่โจทก์กล่าวอ้างนั้น แม้รับฟังได้ว่ามีอุปสรรคบางประการมิใช่ความผิดของโจทก์เกิดขึ้นจริง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนครบกำหนดสิ้นสุดสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑โจทก์มีหนังสือลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๒๑ ไปยังจำเลยที่ ๑ เพื่อขอต่ออายุสัญญาตามเอกสารหมาย จ.๖๔ จำเลยที่ ๑ ได้เรียกโจทก์ไปทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ ครั้งที่ ๑เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ แม้จะมีการลดเวลาก่อสร้างลงอีกถึง ๕ วัน และขณะนั้นเหลือเวลาอีกเพียง ๑๔ วัน ก็จะถึงวันสิ้นสุดสัญญาที่แก้ไขใหม่ แต่โจทก์กลับยอมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวโดยดี และแม้ต่อมาหลังจากครบกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๑แล้ว

โจทก์มีหนังสือลงวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ ถึงจำเลยที่ ๑ ขอให้พิจารณาต่ออายุสัญญาที่๓๒/๒๕๒๑ อีกครั้งหนึ่ง ตามเอกสารหมาย จ.๖๓ แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ เรียกโจทก์ไปทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๒๓ ซึ่งขณะนั้นโจทก์ทำการก่อสร้างตามสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ เสร็จแล้ว สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับหลังนี้เพิ่มเวลาก่อสร้างเพียง ๓ วัน โจทก์ย่อมต้องทราบแล้วว่าระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นนั้นน้อยกว่าเวลาที่โจทก์ใช้จริงมากและก่อนหน้านั้นจำเลยที่ ๑ หักค่าปรับจากเงินค่าจ้างแต่ละงวดที่จ่ายให้โจทก์ไปแล้วเป็นเงินจำนวนมาก แต่โจทก์กลับยอมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ ครั้งที่ ๒ โดยดีอีกเช่นกัน

ส่วนการก่อสร้างตามสัญญาที่ ๑๔๕/๒๕๒๑ ซึ่งเป็นการก่อสร้างต่อเนื่องจากสัญญาที่๓๒/๒๕๒๑ นั้นสัญญาฉบับนี้กำหนดไว้ว่า ต้องลงมือก่อสร้างหลังจากสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ ทำการก่อสร้างไปแล้ว ๑๗๐ วัน และปรากฏว่าการก่อสร้างตามสัญญาฉบับนี้ล่าช้ากว่ากำหนดเช่นเดียวกับสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ แม้น่าเชื่อว่าอุปสรรคที่ทำให้การก่อสร้างตามสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ ล่าช้า มีผลทำให้การก่อสร้างตามสัญญาฉบับนี้ล่าช้าไปด้วย แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ เรียกไปทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ ๑๔๕/๒๕๒๑ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ ซึ่งขณะนั้นโจทก์ทำการก่อสร้างตามสัญญาฉบับนี้เสร็จแล้ว สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้เพิ่มเวลาการก่อสร้างให้โจทก์อีกเพียง ๑๒๗ วันโจทก์ย่อมต้องทราบแล้วว่าระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นนั้นน้อยกว่าเวลาที่โจทก์ใช้จริงมาก และก่อนหน้านั้นจำเลยที่ ๑ หักค่าปรับจากเงินค่าจ้างแต่ละงวดที่จ่ายให้โจทก์ไปแล้วเป็นเงินจำนวนมาก แต่โจทก์ยังคงยอมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ ๑๔๕/๒๕๒๑ ครั้งหลังนี้โดยดีอีกเช่นกัน

พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยอมรับกำหนดเวลาสิ้นสุดสัญญาในสัญญาทุกฉบับที่ทำกับจำเลยที่ ๑ และไม่ติดใจในเงินค่าปรับที่ต้องถูกหักจากค่าจ้างตามสัญญา มิฉะนั้นโจทก์คงไม่ยอมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับและยอมให้จำเลยที่ ๑ หักเงินไว้เป็นค่าปรับตอนจ่ายเงินค่าจ้างแต่ละงวดโดยดี โดยเฉพาะขณะที่ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาทั้งสองฉบับครั้งสุดท้ายโจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายตามสัญญาทั้งสองฉบับแล้วและได้รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายไปแล้ว หากโจทก์ยังติดใจเรื่องกำหนดเวลาสิ้นสุดสัญญาและค่าปรับ โจทก์น่าจะทำความตกลงในเรื่องดังกล่าวกับจำเลยที่ ๑ ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เพราะไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องรีบลงนามในสัญญาเนื่องจากขณะนั้นไม่มีผลประโยชน์ที่โจทก์อาจต้องสูญเสียอีกแล้ว

โจทก์เพิ่งโต้แย้งเรื่องเงินค่าปรับเมื่อจำเลยที่ ๑ มีหนังสือลงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๒๔ แจ้งว่าจะต่ออายุสัญญาที่ ๓๒/๒๕๒๑ ให้โจทก์อีก ๘๕ วัน ซึ่งมีผลทำให้โจทก์ได้ค่าปรับคืน ๘๕ วัน ตามเอกสารหมาย จ.๗๖ และนำคดีมาฟ้องขอคืนค่าปรับตามสัญญาทั้งสองฉบับทั้งหมดโดยอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีสิทธิปรับ แต่เมื่อโจทก์ยอมทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาทั้งสองฉบับกับจำเลยที่ ๑ และมีพฤติการณ์ที่แสดงว่า โจทก์มิได้ติดใจเงินค่าปรับมาก่อน ซึ่งเหตุที่เป็นเช่นนั้นน่าเชื่อว่าเป็นเพราะหากปฏิบัติตามสัญญาต่อไป โจทก์ยังมีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างตามสัญญาเป็นจำนวนมาก โจทก์จึงต้องผูกพันตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาทั้งสองฉบับที่ทำกับจำเลยที่ ๑ และไม่มีสิทธิเรียกคืนค่าปรับที่จำเลยที่ ๑ หักไว้

อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์ฟ้องขอคืนค่าปรับทั้งหมด จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ยอมคืนค่าปรับให้โจทก์ ๘๕ วัน ซึ่งคิดเป็นเงิน ๓๘๒,๕๐๐ บาท แม้ในฎีกาของจำเลยที่ ๑ ก็มีข้อความยืนยันว่ายอมคืนค่าปรับจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ จึงต้องคืนค่าปรับที่หักไว้จำนวน ๓๘๒,๕๐๐ บาทแก่โจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๓๘๒,๕๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสุเมธ อุปนิสากร
ศาลอุทธรณ์ - นายประจักษ์ พุทธิสมบัติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5366/2533

แม้อุปสรรคที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้าบางประการมิใช่ความผิดของโจทก์ แต่ก่อนครบกำหนดสิ้นสุดสัญญาฉบับแรก โจทก์กับจำเลยที่ 1ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดังกล่าวครั้งที่ 1 มีการลดเวลาการก่อสร้างลงอีก 5 วัน และ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2563

เดิมโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับห้องชุดในอาคารชุดให้ ศ. เพื่อมิให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาทรัพย์สินดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องจำเลยกับ ศ. เป็นคดีอาญาในข้อหาโกงเจ้าห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 948/2546

จำเลยผู้ว่าจ้างเป็นผู้เสนอขอยกเลิกข้อกำหนดเดิมในสัญญา โดยเสนอขอเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการก่อสร้างใหม่ ทำให้สัญญาในส่วนที่จะทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการก่อสร้างใหม่ยังไม่เกิด เพราะคู่สัญญายังไม่สามาร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4481/2540

เมื่อจำเลยตายตั้งแต่ก่อนวันนัดพิจารณาคดีของศาลผู้ประกันจำเลยจะรู้หรือไม่รู้ว่าจำเลยตายจริงหรือไม่หรือผู้ประกันจำเลยจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจที่จะนำจำเลยมาศาลตามนัดหรือไม่ ก็ไม่มีทางที่ผู้ประกันจำเลยจะนำตั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8481/2540

เมื่อ จำเลย ตาย ตั้งแต่ ก่อน วันนัด พิจารณา คดี ของ ศาล ผู้ประกัน จำเลย จะ รู้ หรือไม่ รู้ ว่า จำเลย ตาย จริง หรือไม่ หรือ ผู้ประกัน จำเลย จะ ตั้งใจ หรือไม่ ตั้งใจ ที่ จะ นำ จำเลย มา ศาล ตาม นัด หรือไ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้