Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5366/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้อุปสรรคที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้าบางประการมิใช่ความผิดของโจทก์ แต่ก่อนครบกำหนดสิ้นสุดสัญญาฉบับแรก โจทก์กับจำเลยที่ 1ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดังกล่าวครั้งที่ 1 มีการลดเวลาการก่อสร้างลงอีก 5 วัน และขณะนั้นเหลือเวลาอีกเพียง 14 วัน ก็จะถึงกำหนดเวลาที่แก้ไขใหม่ แต่โจทก์กลับยอมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวโดยดี และต่อมาเมื่อมีการทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดังกล่าวครั้งที่ 2 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ทำการก่อสร้างตามสัญญาดังกล่าวเสร็จแล้ว สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับหลังเพิ่มเวลาก่อสร้างเพียง 3 วันโจทก์ย่อมต้องทราบแล้วว่าระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นนั้นน้อยกว่าเวลาที่โจทก์ใช้จริงมาก และก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 1 หักค่าปรับจากเงินค่าจ้างแต่ละงวดที่จ่ายให้โจทก์ไปแล้วเป็นจำนวนมาก แต่โจทก์กลับยอมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาฉบับแรกครั้งที่ 2 โดยดีอีกเช่นกัน ส่วนการก่อสร้างตามสัญญาฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นการก่อสร้างต่อเนื่องจากสัญญาฉบับแรก กำหนดไว้ว่าต้องลงมือก่อสร้างหลังจากทำการก่อสร้างตามสัญญาฉบับแรกไปแล้ว 170 วัน และปรากฏว่าการก่อสร้างตามสัญญาฉบับนี้ล่าช้ากว่ากำหนดเช่นเดียวกับสัญญาฉบับแรกแม้น่าเชื่อว่าอุปสรรคที่ทำให้การก่อสร้างตามสัญญาฉบับแรกล่าช้ามีผลทำให้การก่อสร้างตามสัญญาฉบับหลังล่าช้าไปด้วยแต่เมื่อมีการทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาฉบับหลังครั้งที่ 2 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ทำการก่อสร้างตามสัญญาฉบับหลังเสร็จแล้ว สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเพิ่มเวลาการก่อสร้างให้โจทก์อีกเพียง 127 วัน โจทก์ย่อมต้องทราบแล้วว่าระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นนั้นน้อยกว่าเวลาที่โจทก์ใช้จริงมาก และก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 1 หักค่าปรับจากเงินค่าจ้างแต่ละงวดที่จ่ายให้โจทก์ไปเป็นจำนวนมาก แต่โจทก์ยังคงยอมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวอีกเช่นกัน พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยอมรับกำหนดเวลาสิ้นสุดในสัญญาทุกฉบับที่ทำกับจำเลยที่ 1 และไม่ติดใจเงินค่าปรับที่ต้องถูกหักจากค่าจ้างตามสัญญา โจทก์จึงต้องผูกพันตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาทั้งสองฉบับและไม่มีสิทธิเรียกคืนค่าปรับที่จำเลยที่ 1 หักไว้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษาด้วยกันโจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจ้างเหมาโจทก์ทำการปรับปรุงถนนสุขุมวิท 55 (ซอยทองหล่อ) ตามสัญญาที่ 32/2521และสัญญาที่ 145/2521 โดยตามสัญญาที่ 32/2521 ให้โจทก์ก่อสร้างพื้นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างท่อระบายน้ำ สร้างคันหิน สร้างทางเท้าปูกระเบื้อง สร้างท่อลอดถนน สร้างเขื่อนกันดิน ผู้ว่าจ้างจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้างเป็นรายเดือนตามผลงาน ค่างานทั้งหมดตามสัญญาไม่เกิน 20,538,000 บาท กำหนดแล้วเสร็จตามสัญญาในวันที่ 19พฤศจิกายน 2521 หากเสร็จล่วงเลยเวลาถูกปรับเป็นรายวันวันละ4,500 บาท ส่วนตามสัญญาที่ 145/2521 ให้โจทก์ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสร้างคันหิน

สร้างทางเท้าปูกระเบื้อง ในวงเงินไม่เกิน9,309,188 บาท จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินให้โจทก์เป็นรายเดือนตามผลงานโดยจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 22 มกราคม 2522 และโจทก์ต้องลงมือทำงานภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2521 หากเสร็จล่วงเลยเวลาถูกปรับวันละ 4,500 บาท การก่อสร้างตามสัญญาที่ 145/2521 เป็นการกระทำต่อเนื่องจากสัญญาที่ 32/2521 ทั้งสองสัญญาจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้จำเลยที่ 3, 4และ 5 เป็นกรรมการตรวจการจ้างและมอบให้จำเลยที่ 6, 7, 8 และ 9เป็นผู้ควบคุมงานรับผิดชอบโดยตรง โจทก์ได้เข้าทำการก่อสร้างตามสัญญาทันที แต่ก็ได้พบอุปสรรคขัดขวางการทำงานของโจทก์ โดยไม่ใช่ความผิดของโจทก์ แต่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยทั้งเก้า

ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2521 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ 32/2521 ลดระดับถนนลง ลดเวลาการทำงานตามสัญญาจาก 300 วันเหลือ 295 วัน แก้ไขเนื้องานและเงินตามสัญญาที่ 32/2521 เป็นเงินตามสัญญา 20,210,160.75 บาท วันสิ้นสุดสัญญาเป็นวันที่ 14พฤศจิกายน 2521 และได้มีการทำสัญญาแก้ไขสัญญาที่ 145/2521เพิ่มเติมอีก เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2522 เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขสัญญาที่ 32/2521 โจทก์ได้ทำการก่อสร้าง ส่งมอบงานและขอเบิกเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาที่ 32/2521 และ 145/2521โดยส่งมอบงานและขอเบิกเงินจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาที่ 32/2521และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมรวม 8 ครั้ง รวมขอเบิก 20,461,725.55 บาทจำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์จำนวน 18,526,725.55 บาท

จำเลยที่ 1หักไว้อ้างว่าเป็นค่าปรับจำนวนทั้งสิ้น 1,935,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจะหักไว้ และโจทก์ขอเบิกตามสัญญาที่ 145/2521และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมจำนวน 6 ครั้ง รวมขอเบิก 8,943,604 บาทจำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์ 8,126,500 บาท จำเลยที่ 1 หักไว้ อ้างว่าเป็นค่าปรับสร้างเกินกำหนดสัญญาจำนวนเงิน 2,626,104 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจะหักไว้ ต่อมาวันที่ 24กรกฎาคม 2523 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ 32/2521 ครั้งที่ 2 แก้ไขวงเงินเป็น 20,461,725.55 บาทและแก้ไขวันก่อสร้างแล้วเสร็จเป็น 298 วัน ครบกำหนดวันที่ 17พฤศจิกายน 2521 และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2524 โจทก์กับจำเลยที่ 1ได้ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ 145/2521 ครั้งที่ 2 แก้ไขวงเงินเป็น 9,174,804 บาท และแก้วันก่อสร้างให้เสร็จเป็น 334 วันครบกำหนดวันที่ 26 พฤษภาคม 2522 เป็นการเอาเปรียบโจทก์แต่ฝ่ายเดียวทั้งที่จำเลยที่ 1 ทราบว่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชอบ

การกำหนดเวลาดังกล่าวในสัญญาจึงไม่มีผลใช้บังคับและโจทก์ไม่ได้ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะอ้างเป็นการชำระค่าปรับ โจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ขอให้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินที่ค้างตามสำนวนแรกจำนวน 1,935,000 บาท ตามสำนวนหลังจำนวน 2,626,104 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยที่ 7 ในสำนวนแรกขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยนอกนั้นทั้งสองสำนวนให้การเป็นใจความว่า จำเลยทั้งเก้าได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยสุจริตถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของทางราชการทุกประการ อุปสรรคตามที่โจทก์กล่าวอ้างมิได้เป็นอุปสรรคการทำงานของโจทก์

จำเลยที่ 1 ก็ได้ต่ออายุสัญญาในเหตุดังกล่าวให้ตามสมควรแล้ว เหตุทำงานล่าช้าของโจทก์ เพราะโจทก์ลงมือทำงานล่าช้ามากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนโจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินค่าก่อสร้างทั้งสองสำนวน (สองสัญญา) เป็นเงินรวม 3,762,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยโจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาทั้งสองสำนวนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิปรับโจทก์เนื่องจากมีอุปสรรคที่ทำให้การก่อสร้างต้องล่าช้าซึ่งมิใช่ความผิดของโจทก์เกิดขึ้นหลายประการ ในเรื่องเกี่ยวกับอุปสรรคที่โจทก์กล่าวอ้างนั้น แม้รับฟังได้ว่ามีอุปสรรคบางประการมิใช่ความผิดของโจทก์เกิดขึ้นจริง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนครบกำหนดสิ้นสุดสัญญาที่ 32/2521 โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2521 ไปยังจำเลยที่ 1 เพื่อขอต่ออายุสัญญาตามเอกสารหมาย จ.64 จำเลยที่ 1 ได้เรียกโจทก์ไปทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ 32/2521 ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2521แม้จะมีการลดเวลาก่อสร้างลงอีกถึง 5 วัน และขณะนั้นเหลือเวลาอีกเพียง 14 วัน ก็จะถึงวันสิ้นสุดสัญญาที่แก้ไขใหม่ แต่โจทก์กลับยอมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวโดยดี และแม้ต่อมาหลังจากครบกำหนดเวลาก่อสร้างตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 แล้วโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2522 ถึงจำเลยที่ 1 ขอให้พิจารณาต่ออายุสัญญาที่ 32/2521 อีกครั้งหนึ่ง ตามเอกสารหมายจ.63 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 เรียกโจทก์ไปทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่32/2521 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2523 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ทำการก่อสร้างตามสัญญาที่ 32/2521 เสร็จแล้ว

สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับหลังนี้เพิ่มเวลาก่อสร้างเพียง 3 วัน โจทก์ย่อมต้องทราบแล้วว่าระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นนั้นน้อยกว่าเวลาที่โจทก์ใช้จริงมากและก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 1 หักค่าปรับจากเงินค่าจ้างแต่ละงวดที่จ่ายให้โจทก์ไปแล้วเป็นเงินจำนวนมาก แต่โจทก์กลับยอมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ 32/2521 ครั้งที่ 2 โดยดีอีกเช่นกันส่วนการก่อสร้างตามสัญญาที่ 145/2521 ซึ่งเป็นการก่อสร้างต่อเนื่องจากสัญญาที่ 32/2521 นั้นสัญญาฉบับนี้กำหนดไว้ว่า ต้องลงมือก่อสร้างหลังจากสัญญาที่ 32/2521 ทำการก่อสร้างไปแล้ว 170 วัน และปรากฏว่าการก่อสร้างตามสัญญาฉบับนี้ล่าช้ากว่ากำหนดเช่นเดียวกับสัญญาที่32/2521 แม้น่าเชื่อว่าอุปสรรคที่ทำให้การก่อสร้างตามสัญญาที่32/2521 ล่าช้า

มีผลทำให้การก่อสร้างตามสัญญาฉบับนี้ล่าช้าไปด้วยแต่เมื่อจำเลยที่ 1 เรียกไปทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ 145/2521ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2524 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ทำการก่อสร้างตามสัญญาฉบับนี้เสร็จแล้ว สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้เพิ่มเวลาการก่อสร้างให้โจทก์อีกเพียง 127 วัน โจทก์ย่อมต้องทราบแล้วว่าระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นนั้นน้อยกว่าเวลาที่โจทก์ใช้จริงมาก และก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 1 หักค่าปรับจากเงินค่าจ้างแต่ละงวดที่จ่ายให้โจทก์ไปแล้วเป็นเงินจำนวนมาก แต่โจทก์ยังคงยอมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ 145/2521 ครั้งหลังนี้โดยดีอีกเช่นกัน พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยอมรับกำหนดเวลาสิ้นสุดสัญญาในสัญญาทุกฉบับที่ทำกับจำเลยที่ 1 และไม่ติดใจในเงินค่าปรับที่ต้องถูกหักจากค่าจ้างตามสัญญา

มิฉะนั้นโจทก์คงไม่ยอมลงนามในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับและยอมให้จำเลยที่ 1หักเงินไว้เป็นค่าปรับตอนจ่ายเงินค่าจ้างแต่ละงวดโดยดี โดยเฉพาะขณะที่ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาทั้งสองฉบับครั้งสุดท้ายโจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายตามสัญญาทั้งสองฉบับแล้วและได้รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายไปแล้ว หากโจทก์ยังติดใจเรื่องกำหนดเวลาสิ้นสุดสัญญาและค่าปรับ โจทก์น่าจะทำความตกลงในเรื่องดังกล่าวกับจำเลยที่ 1ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เพราะไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องรีบลงนามในสัญญา เนื่องจากขณะนั้นไม่มีผลประโยชน์ที่โจทก์อาจต้องสูญเสียอีกแล้ว โจทก์เพิ่งโต้แย้งเรื่องเงินค่าปรับ เมื่อจำเลยที่ 1มีหนังสือลงวันที่ 16 ธันวาคม 2524 แจ้งว่าจะต่ออายุสัญญาที่32/2521 ให้โจทก์อีก 85 วัน ซึ่งมีผลทำให้โจทก์ได้ค่าปรับคืน 85 วันตามเอกสารหมาย

จ.76 และนำคดีมาฟ้องขอคืนค่าปรับตามสัญญาทั้งสองฉบับทั้งหมดโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิปรับ แต่เมื่อโจทก์ยอมทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาทั้งสองฉบับกับจำเลยที่ 1 และมีพฤติการณ์ที่แสดงว่า โจทก์มิได้ติดใจเงินค่าปรับมาก่อน ซึ่งเหตุที่เป็นเช่นนั้นน่าเชื่อว่าเป็นเพราะหากปฏิบัติตามสัญญาต่อไป โจทก์ยังมีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างตามสัญญาเป็นจำนวนมาก โจทก์จึงต้องผูกพันตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาทั้งสองฉบับที่ทำกับจำเลยที่ 1 และไม่มีสิทธิเรียกคืนค่าปรับที่จำเลยที่ 1 หักไว้ อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์ฟ้องขอคืนค่าปรับทั้งหมด จำเลยที่ 1 ให้การว่า ยอมคืนค่าปรับให้โจทก์ 85 วัน ซึ่งคิดเป็นเงิน 382,500 บาท แม้ในฎีกาของจำเลยที่ 1 ก็มีข้อความยืนยันว่ายอมคืนค่าปรับจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนค่าปรับที่หักไว้จำนวน 382,500 บาทแก่โจทก์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 382,500 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 110042)

แม้อุปสรรคที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้าบางประการมิใช่ความผิดของโจทก์ แต่ก่อนครบกำหนดสิ้นสุดสัญญาฉบับแรก โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดังกล่าวครั้งที่ 1มีการลดเวลาการก่อสร้างลงอีก 5 วัน และ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2563

เดิมโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับห้องชุดในอาคารชุดให้ ศ. เพื่อมิให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาทรัพย์สินดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องจำเลยกับ ศ. เป็นคดีอาญาในข้อหาโกงเจ้าห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 948/2546

จำเลยผู้ว่าจ้างเป็นผู้เสนอขอยกเลิกข้อกำหนดเดิมในสัญญา โดยเสนอขอเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการก่อสร้างใหม่ ทำให้สัญญาในส่วนที่จะทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการก่อสร้างใหม่ยังไม่เกิด เพราะคู่สัญญายังไม่สามาร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4481/2540

เมื่อจำเลยตายตั้งแต่ก่อนวันนัดพิจารณาคดีของศาลผู้ประกันจำเลยจะรู้หรือไม่รู้ว่าจำเลยตายจริงหรือไม่หรือผู้ประกันจำเลยจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจที่จะนำจำเลยมาศาลตามนัดหรือไม่ ก็ไม่มีทางที่ผู้ประกันจำเลยจะนำตั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8481/2540

เมื่อ จำเลย ตาย ตั้งแต่ ก่อน วันนัด พิจารณา คดี ของ ศาล ผู้ประกัน จำเลย จะ รู้ หรือไม่ รู้ ว่า จำเลย ตาย จริง หรือไม่ หรือ ผู้ประกัน จำเลย จะ ตั้งใจ หรือไม่ ตั้งใจ ที่ จะ นำ จำเลย มา ศาล ตาม นัด หรือไ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้