Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สินค้าที่จัดอยู่ในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่35.06นั้นจะต้องเป็นการที่ปรุงแต่งแล้วซึ่งมิได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่นรวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับใช้อย่างกาวแต่สินค้าที่จำเลยนำเข้ายังไม่เป็นกาวและจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่ากรมศุลกากรเคยเรียกเก็บอากรขาเข้าในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่39.01ก.มาแล้วจำเลยทั้งสามยังสำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าว่าเป็นสินค้าในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่35.06อีกทั้งๆที่กรณีมิได้เข้าข้อยกเว้นตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้อันเป็นการกระทำเพื่อชักพาให้พนักงานเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรผิดหลงในรายการสินค้าและพิกัดอัตราอากรขาเข้าตามที่จำเลยสำแดงไว้เพื่อจะได้ชำระอากรขาเข้าเป็นจำนวนน้อยกว่าพิกัดอัตราอากรขาเข้าที่ถูกต้องถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล.โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากรพุทธศักราช 2469 มาตรา 27, 99 พระราชบัญญัติศุลกากร

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99

คำฟ้องและคำให้การ

สินค้าที่จัดอยู่ในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่35.06นั้นจะต้องเป็นการที่ปรุงแต่งแล้วซึ่งมิได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่นรวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับใช้อย่างกาวแต่สินค้าที่จำเลยนำเข้ายังไม่เป็นกาวและจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่ากรมศุลกากรเคยเรียกเก็บอากรขาเข้าในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่39.01ก.มาแล้วจำเลยทั้งสามยังสำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าว่าเป็นสินค้าในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่35.06อีกทั้งๆที่กรณีมิได้เข้าข้อยกเว้นตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้อันเป็นการกระทำเพื่อชักพาให้พนักงานเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรผิดหลงในรายการสินค้าและพิกัดอัตราอากรขาเข้าตามที่จำเลยสำแดงไว้เพื่อจะได้ชำระอากรขาเข้าเป็นจำนวนน้อยกว่าพิกัดอัตราอากรขาเข้าที่ถูกต้องถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล.

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากรพุทธศักราช 2469 มาตรา 27, 99 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9)พุทธศักราช 2482 มาตรา 16 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 11)พ.ศ. 2490 มาตรา 3 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497มาตรา 4จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 27, 99 ให้ลงโทษตามมาตรา 27 ซึ่งเป็นบทหนักปรับ 174,244.24 บาท คดีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ116,162.83 บาท ไม่ชำระค่าปรับ ให้ยึดทรัพย์จำเลยทั้งสามหรือกักขังจำเลยที่ 1 และที่ 3 แทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา29, 30จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ผู้รับมอบอำนาจได้เคยยื่นใบขนสินค้าขาเข้า และแบบแสดงรายการการค้าเพื่อขอรับสินค้าซึ่งมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า เอเวอร์ฟิกซ์ เคลียร์ เอ็กพ็อกซีเรซีน โดยสำแดงว่าเป็นกาวเคมี บรรจุไม่เกิน 1 กิโลกรัม ขายปลีกพิกัดอัตราอากรขาเข้าโดยประเภทที่ 35.06 ตามเอกสารหมาย จ.2ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรได้วินิจฉัยและทักท้วงให้จำเลยชำระอากรในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ 39.01 ก.

มาแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ได้มายื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า เอกสารหมาย จ.1 เฉพาะสินค้าลำดับ 1 ซึ่งเป็นสินค้ารายพิพาท มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า เอเวอร์ฟิกซ์เคลียร์ เอ็กพ็อกซีเรซีน จำเลยได้สำแดงว่าเป็นกาวเคมี บรรจุไม่เกิน 1 กิโลกรัมขายปลีก พิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ 35.06 เช่นเดียวกันอีกทั้งที่จำเลยได้ทราบอยู่แล้วว่ากรมศุลกากรได้วินิจฉัยว่าสินค้าชนิดเดียวกันนี้จัดเข้าพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ 39.01 ก.และสินค้ารายพิพาทนี้เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรก็ได้ทำการวิเคราะห์แล้วว่าเป็นสินค้าที่เข้าพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ 39.01 ก.เช่นกัน จำเลยนำสืบว่าสินค้ารายพิพาทเป็นกาวเคมี

บรรจุไม่เกิน1 กิโลกรัม ขายปลีก ต้องจัดเข้าพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่35.06 เพราะตามหนังสือคำอธิบายพิกัดอัตราภาษีอากรศุลกากรเอกสารหมาย ล.1 หน้า 373 ข้อ ดีและคำแปลเอกสารหมาย ล.2 มีข้อความว่าผลิตภัณฑ์ประเภท 39.01 ถึง 39.06 เหมาะสำหรับใช้อย่างกาวทำขึ้นเพื่อขายปลีก บรรจุภาชนะมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 1 กิโลกรัม(ประเภท 35.06) และคำวินิจฉัยพิกัดอัตราที่ 143/2507 ของกรมศุลกากรเอกสารหมาย ล.3 มีข้อความว่า น้ำกาวสำหรับใช้ทาหมุด เป็นชุดประกอบด้วย แอดฮีชีพ และ ฮาร์เดนเนอร์ จัดเข้าดังนี้ 1. แอดฮีซีฟ ข.ถ้าบรรจุภาชนะน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 1 กิโถ้าบรรจุภาชนะน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 1 กิโลกรัม ประเภทในพิกัดอัตรา 35.06

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า สินค้าที่จัดอยู่ในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ 35.06 นั้น จะต้องเป็นการที่ปรุงแต่งแล้วซึ่งมิได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่น รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับใช้อย่างกาว แต่สินค้ารายพิพาทนี้นางปิยารัตน์ พาสุทธิ์นักวิทยาศาสตร์ 6 พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้วิเคราะห์สินค้ารายพิพาทเบิกความว่า สินค้ารายพิพาทยังไม่เป็นกาว เป็นพีโนริก อีเทอร์เรซีน ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เคมีที่ได้จากกรรมวิธีคอนเด็นเซซั้นโปรดัก ที่ยังมีสภาพเป็นวัตถุดิบอยู่ ต้องนำไปผสมก่อนจึงจะเป็นของสำเร็จรูป โดยต้องผสมกับฮาร์เดนเนอร์ซึ่งเป็นเคมีภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งในอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง จึงจะเป็นกาวดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะใช้อย่างกาวได้

เพราะไม่มีคุณสมบัติเป็นกาวเป็นเพียงวัตถุดิบ และมีความเห็นว่าเข้าพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ 39.01 ก. ซึ่งกรมศุลกากรก็เห็นชอบด้วย และตามรายงานการวิเคราะห์ของกรมวิทยาศาสตร์เอกสารหมาย จ.7 ซึ่งทำการวิเคราะห์เอเวอร์ฟิกซ์ เคลียร์ เอ็กพ็อกซี เรซีน ก็วิเคราะห์ว่าเป็น เคลียร์ เอ็กพ็อกซี เรซีน กับเอ็กพ็อกซี เรซีนฮาร์เดนเนอร์ ซึ่งเมื่อผสมวัตถุทั้งสองเข้าด้วยกันตามสัดส่วนหนึ่งต่อหนึ่งแล้วใช้เป็นกาวได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าเป็นสินค้ารายพิพาทเป็นกาวที่ปรุงแต่งแล้วหรือผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับใช้อย่างกาว กรณีจึงไม่ใช่สินค้าที่จัดอยู่ในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ 35.06 ดังที่จำเลยนำสืบ แต่เป็นสินค้าที่จัดอยู่ในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ 39.01 ก.

พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าสินค้าชนิดเดียวกับสินค้ารายพิพาท กรมศุลกากรได้จัดให้เรียกเก็บอากรขาเข้าในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่39.01 ก. มาแล้ว จำเลยทั้งสามยังยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าสินค้ารายพิพาทโดยสำแดงรายการอย่างเดียวกันเพื่อขอชำระอากรขาเข้าในประเภทที่ 35.06 อีก ทั้ง ๆ ที่กรณีมิได้เข้าข้อยกเว้นตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้ การสำแดงดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อชักพาให้พนักงานเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรผิด หลงในรายการสินค้าและพิกัดอัตราอากรขาเข้าตามที่จำเลยทั้งสามร่วมกันสำแดงไว้ เพื่อจะได้ชำระอากรขาเข้าเป็นเงินจำนวนน้อยกว่าพิกัดอัตราอากรขาเข้าที่ถูกต้องถือได้ว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยสำแดงรายการในใบสินค้าขอชำระอากรขาเข้าตามพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ 35.06 ตรงกับความเป็นจริงแล้ว

จำเลยไม่มีความผิดและพิพากษากลับให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างมาในคำแก้ฎีกานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และข้อที่จำเลยแก้ฎีกาว่าข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบต่างกับข้อเท็จจริงในฟ้องนั้นเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกันสำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าว่า สินค้าที่นำเข้าเป็นกาวเคมี แต่ความจริงเป็นกาวเคมีและน้ำยาทำให้กาวแข็งอันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกรรมวิธีทางเคมีชนิดที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ซึ่งหมายความว่า มิใช่กาวที่ปรุงแต่งแล้ว รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับใช้อย่างกาว ตามพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทที่ 35.06 ดังนั้นการที่โจทก์นำสืบว่าสินค้าที่จำเลยนำเข้าไม่ใช่กาว จึงเป็นการนำสืบตามฟ้องแล้วหาได้ต่างกับฟ้องไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีลงโทษตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น".

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพจิตร วิเศษโกสิน · อาจ ปัญญาดิลก · ดำรง สายเชื้อ
แหล่งที่มา
สำนักงาน ส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1889/2546

ในชั้นชี้สองสถานศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ 5 ข้อ คือ 1. โจทก์มีอำนาจฟ้องและหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2. ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ 3. คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ 4. ห้างหุ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1933/2545

คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายให้เห็นว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยระบุจำนวนเงินราคาสินค้าว่าเป็นเท่าไร จำเลยชำระให้โจทก์แล้วจำนวนเท่าไร เหลือหนี้ค่าสินค้าอีกเท่าไรที่จำเลยต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ย โดยกำหน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6925/2538

บทบัญญัติของมาตรา16แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร(ฉบับที่9)พ.ศ.2482ซึ่งบัญญัติว่า"การกระทำที่บัญญัติไว้ในมาตรา27แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรพุทธศักราช2469นั้นให้ถือว่าเป็นความผิดโดยมิพักต้องคำนึงว่าผู้กระทำมีเจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4589/2536

โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยสุจริตจากโจทก์ร่วมผู้เป็นพ่อค้าขายรถยนต์ โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท และมีสิทธิติดตามเอาคืนตามอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 แม้จำเลยที่ 1 ท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4082/2534

ความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 27 ฐานหลีกเลี่ยงอากร กับมาตรา 99 ฐานสำแดงเท็จ เป็นความผิดต่างกรรมกัน คดีอาญาจะเลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37(4) โดยการเปรียบเทียบคดี ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร มาตรา 102,102 ทวิ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้