คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่าจำเลยต่อสู้ว่า เช่าอยู่อาศัยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯลฯคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยได้เข้าอยู่ในห้องพิพาทโดยมีทะเบียนสำมะโนครัวจำเลยได้ทำการค้าขายอยู่ในห้องพิพาทตั้งแต่ พ.ศ. 2489 ได้เสียภาษีร้านค้าและภาษีป้าย ก่อนนั้นจำเลยไม่ได้เสียภาษีร้านค้า และไม่มีป้าย จำเลยไม่มีที่อยู่อาศัยแห่งอื่นอีก นอกจากห้องพิพาท ของในร้านของจำเลยมีผ้า เครื่องสำอางค์ และของเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ มีราคารวมทั้งสิ้นประมาณสองหมื่นเมื่อคู่ความแถลงรับกันแล้ว ต่างแถลงสืบพยานต่อไปศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาทจำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยอ้างความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่า ฯลฯ ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษจำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบว่าตนมีเหตุอันควรได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินั้น ข้อเท็จจริงที่รับกันคงฟังได้ว่าจำเลยไม่มีที่อยู่อาศัยแห่งอื่นอีก แต่ยังไม่พอที่จะฟังว่า โจทก์ยอมรับว่าจำเลยได้เช่าห้องพิพาทเพื่ออยู่อาศัยและตามพฤติการณ์ที่จำเลยแถลงรับว่า จำเลยได้เสียภาษีร้านค้า ภาษีป้ายทำการค้าขายในห้องพิพาท มีผ้า เครื่องสำอางค์ และของเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ มีราคาประมาณสองหมื่นบาทนั้น เป็นการแสดงอยู่ว่า จำเลยได้ใช้ห้องพิพาทประกอบการค้า
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน