Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11337/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยเบิกความเท็จสองครั้งในคดีเดียวกันคือชั้นไต่สวนมูลฟ้องครั้งหนึ่งกับชั้นพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเป็นเพียงการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกันมูลเหตุเดียวกันมากล่าวซ้ำตามครรลองของเรื่องโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวคือให้โจทก์ต้องรับโทษทางอาญาในคดีนั้นเท่านั้น แม้จะเป็นการเบิกความคนละคราวคนละวาระกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 175, 177 วรรคแรก, 177 วรรคสอง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4189/2548 ของศาลชั้นต้น และ 3935/2549 ของศาลอาญาธนบุรี

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฟ้องเท็จว่ากระทำความผิดอาญา จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับ 10,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท รวมเป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 26,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฟ้องเท็จว่ากระทำความผิดอาญาจำคุก 6 เดือน ฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 1 ปี ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2553 ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายในข้อ 2.1 และสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงในข้อ 2.2 ซึ่งโจทก์อาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงแรก 4 เดือน และกระทงที่สอง 8 เดือน โดยไม่รอการลงโทษจำคุก แม้เป็นการแก้ไขมาก แต่ก็ยังคงลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219

โจทก์ฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า ขอให้ไม่ลดโทษให้จำเลย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์และเมื่อฎีกาของโจทก์ดังกล่าวต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด และคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานฟ้องเท็จว่ากระทำความผิดอาญา และฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญา โดยวินิจฉัยว่า จำเลยซึ่งเป็นนายทะเบียนของบริษัทธุรกิจเพื่อการเกษตร จำกัด มีหน้าที่เก็บรักษาสรรพเอกสารต่าง

ๆ ของบริษัทรวมทั้งรายงานการประชุมของบริษัท รู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 มีการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทเรื่องการลาออกของนายรุ่งเรือง แล้วจะเป็นการประชุมครั้งที่เท่าใดไม่ใช่สาระสำคัญ แต่กลับนำความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์และนายรุ่งเรืองต่อศาลเป็นคดีอาญาว่า โจทก์และนายรุ่งเรืองร่วมกันยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 4/2543 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 เป็นเท็จ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 บริษัทมิได้จัดให้มีการประชุม ทั้งกรรมการบริษัทก็ไม่เคยเรียกประชุม และเบิกความอันเป็นเท็จดังกล่าวต่อศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณาในคดีอาญา จำเลยมิได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 มีการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทธุรกิจเพื่อการเกษตร จำกัด และที่ประชุมได้พูดถึงเรื่องการลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทของนายรุ่งเรืองแล้ว แต่จำเลยเจตนานำความเท็จมาฟ้องและเบิกความต่อศาล

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยฟ้องคดีโดยสุจริต มิได้เจตนานำความเท็จมาฟ้องต่อศาลเพื่อให้ผู้ใดต้องได้รับโทษ ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 3/2543 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 ยังมิได้พิจารณาเรื่องของนายรุ่งเรืองนั้น จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยเบิกความเท็จในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกับชั้นพิจารณาเป็นความผิดสองกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จุดประสงค์ของกฎหมายอาญามุ่งหมายลงโทษผู้กระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แม้จะมีเจตนาเดียวกันก็ตาม จำเลยเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ต่อมาจำเลยเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาในชั้นสืบพยานอีกครั้งหนึ่ง แต่ละกรรมเป็นความผิดสำเร็จแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดแล้ว จึงเป็นความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเบิกความเท็จสองครั้งในคดีเดียวกันคือชั้นไต่สวนมูลฟ้องครั้งหนึ่งกับชั้นพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเป็นเพียงการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน

มูลเหตุอันเดียวกันมากล่าวซ้ำตามครรลองของเรื่องโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวคือให้โจทก์ต้องรับโทษทางอาญาในคดีนั้นเท่านั้น แม้จะเป็นการเบิกความคนละคราวคนละวาระกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำความเท็จมาฟ้องโจทก์และเบิกความเท็จนั้น มิเพียงทำให้โจทก์อาจต้องรับโทษทางอาญา แต่ยังทำให้การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีของศาลผิดไปจากความจริงมีผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลยุติธรรมมากด้วย พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในบริษัท จำเลยมิได้รับผลประโยชน์ในการกระทำดังกล่าวและไม่ส่งผลกระทบต่อบุคคลภายนอกดังที่จำเลยฎีกา ก็ยังไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลย ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่ามีข้อเท็จจริงใหม่ที่ศาลฎีกาสมควรนำมาประกอบการพิจารณาพิพากษา และศาลชั้นต้นรับรวมพร้อมทั้งส่งสำนวนคืนศาลฎีกา โดยไม่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังนั้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ไม่เป็นสาระแห่งคดีที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงจึงไม่รับวินิจฉัยให้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร · บุญมี ฐิตะศิริ · จตุรงค์ นาสมใจ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายพงศ์ธร บุญอารีย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1576/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ3387/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ3084/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2821/2559

จำเลยที่ 2 เบิกความสองครั้งในคดีเดียวกันคือวันที่ 26 มิถุนายน 2553 และวันที่ 1 ธันวาคม 2555 แม้จะเป็นการเบิกความคนละคราวต่างเวลากันก็ตาม แต่ก็เป็นการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน มูลเหตุเดียวก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12362/2557

การที่จำเลยเบิกความสองครั้งในคดีเดียวกัน คือ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณา แม้จะเป็นการเบิกความคนละคราว แต่ก็เป็นการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน มูลเหตุเดียวกันมากล่าวอีกครั้งโดยมีเจตนาให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2552

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ภาพถ่ายโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารปลอม ประกอบคำร้องในคดีแพ่งเพื่อให้ศาลหลงเชื่อว่าที่ดินเป็นของ ม. และมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องให้ ม. ทำให้โจทก์ไม่ทราบคำร้อง และนำภาพถ่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3870/2550

การที่จำเลยใช้หรืออ้างสัญญาเงินกู้ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมก็เพื่อนำคดีไปฟ้องศาล ต่อมาที่จำเลยเข้าเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็คจำนวน 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ แม้จะเป็นความเท็จแต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4201/2536

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยทำใบรับแจ้งการตายอันเป็นเท็จแล้วนำไปเป็นหลักฐานในการแจ้งการตายต่อนายทะเบียนให้ออกมรณบัตรของ จ. และนำไปเป็นหลักฐานในการขอคืนหลักประกันที่ ป. ได้ประกันตัว…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้