คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เดิมบริษัทจำเลยที่ 1 ได้เช่าตึกของโจทก์โดยมิได้ทำสัญญาเป็นหนังสือ ต่อมาโจทก์จะขายที่ดินและตึกดังกล่าวจึงบอกเลิกการเช่าและให้จำเลยย้ายไปที่อื่นภายใน 3 เดือน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2498 โจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินและตึกให้แก่นายจรูญ สีบุญเรือง ในราคา 1,600,000 บาท โดยมีเงื่อนไขเป็นสาระสำคัญว่า โจทก์รับรองจะให้จำเลยออกจากตึกและให้นายจรูญเข้าครอบครองที่ดินและตึกภายใน 3 เดือน นับแต่วันทำสัญญา มิฉะนั้นจะต้องใช้ค่าปรับ 160,000 บาท จำเลยขืนครอบครองตึกเป็นเหตุให้ส่งมอบตึกให้นายจรูญไม่ได้ตามกำหนด โจทก์จึงฟ้องเรียกเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องเสียแก่นายจรูญและค่าเสียหายอื่น ๆ อีกจำเลยให้การว่า
จำเลยได้เช่าตึกของโจทก์จริง โจทก์เป็นผู้เริ่มตั้งบริษัทจำเลย เป็นผู้ถือหุ้นจำนวนมาก และเป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยตลอดมา โจทก์กระทำการไม่สุจริตเพราะโกรธเคืองบริษัทจำเลยไม่ซื้อที่ดินและตึกของโจทก์ โจทก์จึงหาทางแกล้งฟ้องจำเลยและปฏิเสธความรับผิดศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ 160,000 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ย และยกฟ้องจำเลยที่ 2โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกนั้นยืนตามโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ในคดีนี้เป็นบุคคลที่อยู่ใน 2 ฐานะ คือ เป็นเจ้าของผู้ให้เช่าที่ดินและตึกพิพาทฐานะหนึ่ง และเป็นประธานกรรมการบริษัทจำกัดอีกฐานหนึ่ง โจทก์ในฐานะที่เป็นกรรมการบริษัทของจำเลยจึงมีหน้าที่จะต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 เพื่อประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหลาย เป็นหน้าที่ที่กฎหมายบังคับไว้ ส่วนเรื่องค่าสินไหมทดแทนในการที่จำเลยออกจากสถานที่เช่าเนิ่นช้านั้น ตามธรรมดาควรจะเป็นจำนวนเงินเท่ากับค่าเช่าเป็นรายวันไป ค่าเสียหายอื่นนอกจากนี้นับว่าเป็นค่าเสียหายในพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งผู้เช่าจะต้องรู้ถึงความเสียหายพิเศษนี้ในระยะเวลาอันสมควรก่อนวันที่ตกลงไว้ว่าจะออกจากสถานที่เช่า
โจทก์ได้ทราบความเสียหายพิเศษนี้ดีอยู่แล้ว โจทก์ทำสัญญายอมให้นายจรูญปรับ ถ้าส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่ได้ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่ 30พฤษภาคม 2498 ซึ่งจะครบ 3 เดือนในวันที่ 30 สิงหาคม 2498 โจทก์เพิ่งแจ้งความเสียหายในพฤติการณ์พิเศษนี้ไปถึงทางการของบริษัทจำเลยให้ทราบเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2498 โจทก์ปกปิดความจริงอันควรบอกให้แจ้งเพื่อป้องกันความเสียหายของบริษัทจำเลยซึ่งตนเป็นประธานกรรมการอยู่ตลอดเวลา 3 เดือน เพิ่งบอกแจ้งให้ทางการบริษัททราบเมื่ออีก 1 วัน จะต้องถูกนายจรูญปรับ ทางการบริษัทไม่สามารถขนย้ายได้ทัน ในวันที่ 3 กันยายน 2498 โจทก์ได้ชำระเงิน 160,000 บาทและเงินมัดจำที่ว่าได้รับไว้ให้นายจรูญทันที การกระทำของโจทก์ในฐานะประธานกรรมการของบริษัทจำเลยเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผิดวิสัยของบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังจะพึงปฏิบัติ ทำให้บริษัทและผู้ถือหุ้นทั้งหลายต้องเสียหาย โจทก์จะนำผลแห่งความละเมิดของตนมาฟ้องร้องเอาประโยชน์จากบริษัทจำเลยไม่ได้พิพากษายืน