คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอห้ามจำเลยมิให้โอนสินสมรส
จำเลยให้การว่า โจทก์เคยเป็นภริยาจำเลย แต่ได้หย่าขาดกันแล้ว จำเลยยื่นคำให้การพ้นกำหนดไป ๒ วัน ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่า การที่มิได้ยื่นคำให้การในกำหนด มิได้เป็นไปโดยจงใจ จึงขอยื่น ศาลชั้นต้นสั่งว่า ข้ออ้างของทนายจำเลยฟังไม่ได้ และสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้พิจารณาหลักฐานโจทก์ไปตามประเด็น จำเลยได้ยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งแล้วยื่นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำสั่งของศาลซึ่งสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่ใช่คำสั่งระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗,๒๒๘ ป.ม.วิ.แพ่ง
จำเลยอุทธรณ์ไม่ได้ พิพากษายกอุทธรณ์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การนั้น เท่ากับสั่งไม่รับคำให้การจำเลย คดีจึงปรับเข้าอยู่ใน ป.ม.วิ.แพ่ง มาตรา ๒๒๘(๓) ประกอบด้วยมาตรา ๑๘ วรรค ๓ ซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้จำเลยมีสิทธิฎีกาได้ ส่วนข้ออ้างที่ขอยื่นคำให้การนั้น มิมีพฤตติการณ์พิเศษเกิดขึ้นแต่อย่างใด เป็นความผิดของจำเลยเอง
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.