Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11966/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การกระทำความผิดอันจะเข้าเหตุเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะได้ ต้องเป็นกรณีที่ผู้ใดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงได้กระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น แม้จะฟังได้ว่า ส. หลานของจำเลยถูกผู้เสียหายทำร้าย แต่เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายกระทำความผิดต่อ ส. เท่านั้น มิใช่เป็นการกระทำความผิดต่อจำเลย อีกทั้ง ส. อายุกว่า 20 ปีแล้ว จึงไม่ใช่บุคคลใกล้ชิดอันจะก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่แก่จำเลยที่จะต้องคอยปกป้องดูแลมิให้ผู้อื่นมาทำร้าย กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยถูกผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยฟันผู้เสียหายจึงอ้างว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามกฎหมายไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ลงโทษจำคุก 10 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามมาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 62 วรรคแรก, 72, 80 จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยฟันผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าหรือไม่ เห็นว่าผู้เสียหายกับนายไพรัชเป็นประจักษ์พยาน ที่พยานทั้งสองเบิกความว่า จำเลยถือมีดสปาต้าตรงเข้าไปฟันผู้เสียหายและผู้เสียหายยกแขนขึ้นกันไว้นั้น ก็สอดคล้องกับลักษณะของบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับจากการถูกจำเลยฟัน ทั้งจำเลยยังเบิกความรับว่า จำเลยโกรธผู้เสียหายที่ใช้มีดฟันนายสุรพงษ์จึงได้ใช้มีดฟันผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงเชื่อว่าจำเลยใช้มีดสปาต้าฟันผู้เสียหายตามที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังมาหาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยเข้าไปช่วยเหลือนายสุรพงษ์ด้วยการหาขวดขว้างใส่และถือไม้เข้าต่อสู้กับผู้เสียหายแล้วใช้มีดดายหญ้าซึ่งหลุดจากมือของผู้เสียหายฟันผู้เสียหายดังที่จำเลยนำสืบกับอ้างในฎีกาไม่

มีดสปาต้าที่จำเลยใช้ฟันผู้เสียหายซึ่งมีความยาวรวมด้ามประมาณ 2 ฟุต ถือได้ว่าเป็นอาวุธมีดขนาดใหญ่หากคมมีดถูกอวัยวะสำคัญย่อมสามารถทำอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ ในการที่จำเลยใช้อาวุธมีดดังกล่าวฟันผู้เสียหาย 2 ถึง 3 ครั้ง ได้ความทั้งจากคำเบิกความของผู้เสียหายกับนายไพรัช ประกอบภาพถ่าย ที่จำเลยได้แสดงท่าทางไว้ในการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพว่า จำเลยมุ่งฟันไปที่ศีรษะของผู้เสียหายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญเพียงแต่ผู้เสียหายยกแขนซ้ายและแขนขวาขึ้นกันได้ทันแต่ถึงกระนั้นคมมีดก็ยังทำให้กระดูกแขนซ้ายหักและเส้นเอ็นที่ใช้เหยียดนิ้วมือและข้อมือซ้ายขาด กับถูกมือขวาและคมมีดบางส่วนถูกศีรษะของผู้เสียหายด้วย อันเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยฟันผู้เสียหายอย่างรุนแรง

เช่นนี้หากผู้เสียหายไม่ยกแขนซ้ายและแขนขวาขึ้นกันแล้ว ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า คมมีดต้องถูกศีรษะของผู้เสียหายและก่อให้เกิดบาดแผลอันตรายที่สามารถทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยฟันผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า หาใช่มีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไปพบเหตุที่นายสุรพงษ์ถูกผู้เสียหายทำร้ายโดยจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่านายสุรพงษ์เป็นฝ่ายก่อเหตุทำร้ายผู้เสียหายก่อน จำเลยจึงรู้สึกว่าถูกผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและได้กระทำความผิดต่อผู้เสียหายในขณะนั้น จึงเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะและสำคัญผิดในข้อเท็จจริง โดยจำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยด้วยนั้น

เห็นว่าการกระทำความผิดอันจะเข้าเหตุเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ต้องเป็นกรณีที่ผู้ใดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงได้กระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น แต่ข้อเท็จจริงที่นายสุรพงษ์ถูกจำเลยทำร้ายร่างกาย แม้หากมีอยู่จริงต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายกระทำความผิดต่อนายสุรพงษ์เท่านั้น มิใช่เป็นการกระทำความผิดต่อจำเลย อีกทั้งนายสุรพงษ์ก็เป็นเพียงหลานของจำเลยที่โตเป็นผู้ใหญ่อายุกว่า 20 ปี แล้ว จึงไม่ใช่บุคคลใกล้ชิดอันจะก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่แก่จำเลยที่จะต้องคอยปกป้องดูแลมิให้ผู้อื่นมาทำร้ายแต่ประการใด กรณีจึงไม่อาจจะให้ถือว่าจำเลยถูกผู้เสียหายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม

ดังนั้นการที่จำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายจึงไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย ซึ่งปัญหานี้แม้โจทก์จะไม่ได้ฎีกาโต้แย้งมาก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นอ้างและพิพากษาแก้ไขปรับบทความผิดของจำเลยเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมโทษแก่จำเลย เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า สมควรรอการลงโทษแก่จำเลยหรือไม่เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลฎีกาจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา288 ประกอบมาตรา 80 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายสุชาติ อินประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.4675/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ3032/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1228/2549
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8882/2561

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกขับรถจักรยานยนต์เที่ยวเล่นตั้งแต่เวลาประมาณ 21 นาฬิกา โดย พ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 1 ส่วน ข. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ท. และตามทางนำสืบของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5232/2556

เมื่อโจทก์ร่วมเป็นฝ่ายก่อเหตุโดยด่าว่ามารดาจำเลยด้วยถ้อยคำรุนแรงและพูดท้าทายจำเลยเป็นทำนองให้ไปต่อสู้กันในที่เกิดเหตุ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำเพราะถูกโจทก์ร่วมข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2549

จำเลยใช้ไม้สนซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร ซึ่งมีขนาดโตพอควร ตีศีรษะผู้เสียหาย 1 ครั้ง โดยเลือกตีที่ศีรษะอันเป็นอวัยวะสำคัญ การที่กะโหลกศีรษะแตก มีเลือดคั่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1519/2544

จำเลยใช้ไม้ตีพริกของกลางยาวประมาณ 1 ศอก ตีศีรษะผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง และใช้มีดปลายแหลมแทงบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 แผล ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จนผู้เสียหายที่ 1 สลบไปและกะโหลกศี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1641/2539

ผู้เสียหายกับพวกและจำเลยกับพวกดื่มสุราด้วยกันแล้วมีปากเสียงกันมีคนเข้าห้ามปรามจึงแยกย้ายกันไปหลังจากนั้นเมื่อพบกันมีการปรับความเข้าใจและมีปากเสียงกันอีกผู้เสียหายตบจำเลยที่บริเวณท้ายทอย1ทีพฤติการณ์ดัง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้