คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ได้ความตามฟ้องและคำพยานโจทก์ประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยบังอาจลักสายสร้อยทองคำ ๑ สายของนางลำดวนโดยจำเลยใช้กรรไกรตัดสร้อยคอหากพวกของเจ้าทรัพย์พบเห็นการกระทำของจำเลยขึ้นเสียก่อนจึงเอาไปไม่ได้ ก่อนคดีนี้จำเลยได้รับโทษตามคำพิพากษามาแล้ว ๕ ครั้งซึ่งไม่ใช่ความผิดฐานประมาทหรือลหุโทษ จำเลยพ้นโทษไปกลับมากระทำผิดอีกภายใน ๓ ปี
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ก.ม.อาญา ม.๒๘๘,๖๐ ให้ลงโทษจำคุก ๑ ปี จำเลยมีอายุไม่เกิน ๒๐ ลดให้ ๑ ใน ๓ เป็นจำคุก ๘ เดือน ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องโทษจำคุกฐานวิ่งราวทรัพย์แล้วมากระทำผิดคดีนี้ภายใน ๓ ปี ให้เพิ่มตาม ม.๗๓ อีกกึ่งหนึ่งจำเลยรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วลดให้ ๑ ใน ๓ คงให้จำคุก ๘ เดือน และให้ริบกรรไกรของกลางก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องโทษมาแล้ว ๕ ครั้งซึ่งมิใช่ความผิดฐานประมาทหรือลหุโทษ และความผิดในครั้งนี้เป็นเหตุร้ายตาม ม.๔ แห่ง พ.ร.บ.กักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ.๒๔๗๙ เมื่อพ้นโทษแล้ว ให้ส่งตัวจำเลยไปกักกันมีกำหนด ๓ ปี ตาม พ.ร.บ.กักกัน ฯ พ.ศ.๒๔๗๙ ม.๘,๙
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นไม่เพิ่มโทษกักกันแก่จำเลย นอกจากที่แก้นี้คงให้ลงโทษคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่าลงโทษกักกันได้ขอให้ใช้ดุลยพินิจลงโทษกักกันจำเลย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าตาม พ.ร.บ.กักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ.๒๔๗๙ ม.๘ กำหนดที่จะถือว่าผู้นั้นเป็นผู้มีสันดานเป็นผู้ร้ายก็ต่อเมื่อได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาให้จำคุกแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ครั้ง และภายหลังต้องคำพิพากษาให้จำคุกอันเป็นเหตุร้าย คดีนี้ปรากฎว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่ากระทำผิดมาแล้ว ๕ ครั้ง ๆ ที่ ๑ ฐานวิ่งราวทรัพย์ ให้เรียกทัณฑ์บน ครั้งที่ ๒ ฐานวิ่งราวทรัพย์ให้ส่งโรงเรียนดัดสันดานมีกำหนด ๓ ปี ครั้งที่ ๓ ฐานเล่นการพนันไพ่ปรับ ๓๐ บาท ครั้งที่ ๔ ฐานวิ่งราวทรัพย์ ให้ส่งสถานพินิจผึกและอบรม ครั้งที่ ๕ ฐานวิ่งราวทรัพย์ให้จำคุก ๒ ปี พ้นโทษเมื่อ ๒๙ ตุลาคม ๒๔๙๘ แล้วจึงมากระทำผิดฐานพยายามลักทรัพย์ตามคดีนี้อีก จึงเห็นว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกจริง คือครั้งที่ ๕ จะเพิ่มโทษกักกันจำเลยไม่ได้
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน