คำฟ้องและคำให้การ
มูลกรณีขั้นนี้เกิดจากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญายอมความ โจทก์นำยึดที่นาโฉนดเลขที่ ๒๔๔๕ ของจำเลย ขอให้ศาลประกาศขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้นายบุญโจทก์ในคดีแพ่งดำที่ ๒๑๑/๒๔๙๒ ของศาลเดียวกันยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ ขอให้ศาลเพิกถอนสัญญายอมความและคำพิพาทท้ายยอมในคดีนี้เสียโดยอ้างว่า จำเลยกับสามีทำสัญญาจะขายที่รายนี้กับนาโฉนดที่ ๒๔๓๓ ให้ผู้ร้องและมอบการครอบครองให้มา ๒ ปีแล้ว แต่ยังขัดข้องโอนโฉนดไม่ได้ จำเลยคิดกลับใจสมคบกับโจทก์ฟ้องร้องยอมความกันเพื่อที่จะยึดนารายนี้ ซึ่งผู้ร้องมีสิทธิขอจดทะเบียนกรรมสิทธิได้อยู่ก่อนแล้ว โจทก์คัดค้านว่า หากผู้ร้องมีสัญญาจะซื้อขายจิรง ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิอะไรในกฎหมายที่จะร้องสอดควรฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นมา
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เชื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องสอด จึงสั่งให้ถอนการยึดที่ดินรายพิพาท ส่วนสำนวนคดีดำที่ ๒๑๑/๒๔๙๒ พิพากษาให้นางมุกจำเลยโอนขายที่ดินโฉนด ๒๔๓๓ และที่พิพาทให้นายบูญโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ร้องสอดในคดีนี้ โจทก์ในคดีนี้อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ผู้ร้องต้องฟ้องขอให้ทำลายคำพิพากษา จะมาร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ จึงให้ยกคำร้องของนายบุญผู้ร้องสอดเสีย ส่วนคดีดำที่ ๒๑๑/๒๔๙๒ คงพิพากษายืน นายบุญผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะที่ผู้ร้องสอดมายื่นคำร้องในเรื่องนี้นั้น ผู้ร้องสอดเป็นแต่เพียงคดีแพ่งดำที่ ๒๑๑/๒๔๙๒ ไว้ ยังไม่มีสิทธิที่จะมาร้องขอให้ถอนการยึดได้ ยิ่งการขอให้ทำลายยอมความและคำพิพากษาท้ายยอม ก็ต้องทำเป็นคำฟ้อง ไม่ใช่ทำเป็นคำร้อง +++วินิจฉัยมา ส่วนที่ผู้ร้องสอดได้สิทธิตามคำพิพากษาคดีดำที่ ๒๑๑/๒๔๙๒ ก็เป็น++++การบังคับคดีนั้นต่อไป
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน