Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1339/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เจ้าของที่ดินผู้ให้เช่านาจะขายนาไปต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ.2524มาตรา53และมาตรา54กำหนดไว้หากมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นจะทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความยกเว้นบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหาได้ไม่ดังนั้นถ้าผู้ให้เช่านาขายนาไปให้จำเลยโดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา54โจทก์ผู้เช่านาย่อมมีสิทธิซื้อนาจากจำเลยได้สิทธิของโจทก์ตามมาตรา54ดังกล่าวหาได้ระงับสิ้นไปโดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ แม้ประธานคชก.ตำบลจะมีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยให้จำเลยทราบพร้อมทั้งระบุว่าจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคชก.จังหวัดได้ภายใน90วันนับแต่วันที่คชก.ตำบลมีคำวินิจฉัยซึ่งเป็นการแจ้งระยะเวลายื่นอุทธรณ์คลาดเคลื่อนไปจากที่พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ.2524มาตรา56กำหนดไว้ก็ตามจำเลยก็จะปฏิเสธไม่ยอมรับรู้ว่ากฎหมายบัญญัติให้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด60วันนับแต่วันที่คชก.ตำบลได้มีคำวินิจฉัยหาได้ไม่เมื่อจำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดคำวินิจฉัยของคชก.ตำบลย่อมเป็นที่สุดและเมื่อไม่ปรากฏว่าคำวินิจฉัยของคชก.ตำบลไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยอันเป็นที่สุดของคชก.ตำบลโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยขอให้ขายที่นาพิพาทตามคำวินิจฉัยของคชก.ตำบลได้ ปัญหาว่าโจทก์ฟ้องซ้ำหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทแต่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้คดีก่อนโจทก์ฟ้องส.กับจำเลยขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายนาพิพาทศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ในฐานะผู้เช่ามีสิทธิซื้อนาจากจำเลยตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ผู้รับโอนซื้อไว้หรือตามราคาตลาดในขณะนั้นแต่ทั้งนี้โจทก์จะต้องใช้สิทธิซื้อนาดังกล่าวก่อนเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิซื้อนาพิพาทจากจำเลยในฐานะผู้รับโอนตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ.2524มาตรา54โจทก์จะขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายหาได้ไม่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษายกฟ้องดังนั้นในคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายนั้นกำหนดจึงยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำฟ้องของโจทก์แต่ฟ้องโจทก์คดีนี้โจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดครบถ้วนแล้วโจทก์จึงฟ้องจำเลยผู้รับโอนนาพิพาทขอให้จดทะเบียนขายนาพิพาทให้โจทก์เช่นนี้จึงไม่ใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 53 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 54 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 56 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 58 ป.วิ.พ. มาตรา 148 ป.วิ.พ. มาตรา 221 ป.วิ.พ. มาตรา 249

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 4893และเลขที่ 4894 ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัวจังหวัดนครสวรรค์ ของนายสุวิทย์ ศรีจันพร เพื่อทำนาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2532 นายสุวิทย์ จดทะเบียนโอนขายที่นาดังกล่าวให้แก่จำเลย โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบและไม่ได้ทำเป็นหนังสือแจ้งความจำนองต่อ คชก.ตำบลหนองกลับ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 53 โจทก์ร้องต่อคชก.ตำบลหนองกลับ ขอซื้อที่นาคืนจากจำเลย และคชก.ตำบลหนองกลับมีมติให้จำเลยขายที่นาให้แก่โจทก์ในราคา 150,000 บาทจำเลยอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลหนองกลับ เมื่อพ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด คำวินิจฉัยของ คชก.หนองกลับจึงถือเป็นที่สุด

โจทก์ติดต่อให้จำเลยโอนขายที่นาให้แก่โจทก์ตามคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ศาลพิพากษาว่าคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลหนองกลับที่วินิจฉัยให้จำเลยโอนขายที่ดิน น.ส.3 ก.เลขที่ 4893และเลขที่ 4894 ให้แก่โจทก์ในราคา 150,000 บาทเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 221ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 150,000 บาท ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดหากจำเลยไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยให้การว่า โจทก์และนางลำดวน จองกา ภริยาโจทก์เคยใช้สิทธิขอซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุวิทย์ก่อนที่นายสุวิทย์จะโอนขายให้แก่จำเลย แต่โจทก์และนางลำดวนไม่สามารถหาเงินมาชำระได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อมานายสุวิทย์จดทะเบียนโอนขายที่ดินแก่จำเลยในราคา 150,000 บาทจำเลยซื้อที่ดินดังกล่าวจากนายสุวิทย์โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

คณะกรรมการควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหนองกลับมีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยให้จำเลยทราบและให้จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งภายใน 90 วัน และเมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาดังกล่าวกลับอ้างว่าจำเลยไม่ยื่นภายในระยะเวลา 60 วัน และโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 4893 และ 4894 ให้แก่โจทก์ในราคา 150,000 บาท หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้จดทะเบียนโอนที่นาพิพาทตามหนังสือ น.ส.3 เลขที่ 4893 และ 4894ให้แก่โจทก์ในราคา 150,000 บาท จึงเป็นคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาทห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งคงฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 ศาลล่างฟังข้อเท็จจริงว่า

เดิมโจทก์ได้เช่าที่นาพิพาทจากนายสุวิทย์ ศรีจันพร นายสุวิทย์ ได้ทำสัญญาจะขายที่นาพิพาทให้โจทก์และนางลำดวนภริยาในราคา 150,000 บาทแบ่งชำระราคาเป็น 2 งวด หากโจทก์และนางลำดวนไม่สามารถชำระงวดแรกได้ภายในกำหนด ยอมให้นายสุวิทย์นำที่นาพิพาทขายให้ผู้อื่นได้ การตกลงซื้อขายที่นาพิพาทดังกล่าวไม่ผ่านคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหนองกลับคือ คชก.ตำบลหนองกลับ ครั้นถึงกำหนดชำระราคาที่ดินงวดแรกนายสุวิทย์ป่วยจึงมิได้มีการซื้อขายกัน ต่อมาวันที่ 25 กรกฎาคม 2532 นายสุวิทย์ขายที่นาพิพาทให้จำเลยโดยไม่ผ่าน คชก. ตำบลหนองกลับ โจทก์จึงขอซื้อคืนจากจำเลยแต่จำเลยไม่ยอมขายให้ โจทก์จึงร้องขอต่อ คชก.ตำบลหนองกลับเพื่อวินิจฉัย

คชก.ตำบลหนองกลับมีคำวินิจฉัยให้จำเลยขายที่นาพิพาทแก่โจทก์ในราคา 150,000 บาท ประธานคชก.ตำบลหนองกลับได้มีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยให้จำเลยทราบและระบุว่าจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดนครสวรรค์หรือ คชก.จังหวัดนครสวรรค์ ภายในกำหนด 90 วัน จำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด 90 วัน แต่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่ คชก.ตำบลหนองกลับมีคำวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์กับนายสุวิทย์ได้ทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย จ.1และ จ.5 ตกลงจะซื้อขายที่ดินพิพาท เป็นการระงับข้อพิพาทต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850แม้มิได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ.2524 มาตรา 53 แต่โจทก์ได้สละสิทธิตามมาตรา 54สิทธิฟ้องโจทก์ย่อมระงับโดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ.2524 มาตรา 53 บัญญัติว่า ผู้ให้เช่านาจะขายนาได้ต่อเมื่อได้แจ้งให้ผู้เช่านาทราบโดยทำเป็นหนังสือแสดงความจำนงจะขายนาพร้อมทั้งระบุราคาที่จะขายและวิธีการชำระเงินยื่นต่อประธาน คชก.ตำบลเพื่อแจ้งให้ผู้เช่านาทราบภายใน 15 วันและถ้าผู้เช่านาแสดงความจำนงจะซื้อนาเป็นหนังสือยื่นต่อประธาน

คชก.ตำบล ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผู้ให้เช่านาต้องขายนาแปลงดังกล่าวให้ผู้เช่านาตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ได้แจ้งไว้ และมาตรา 54 วรรคแรก บัญญัติว่าถ้าผู้ให้เช่านาขายนาไปโดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 53 ไม่ว่านานั้นจะถูกโอนต่อไปยังผู้ใด ผู้เช่านามีสิทธิซื้อนาจากผู้รับโอนนั้นตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ผู้รับโอนซื้อไว้ วรรคสองบัญญัติว่า ถ้าผู้รับโอนตามวรรคหนึ่งไม่ยอมขายนาให้แก่ผู้เช่านา ผู้เช่านาอาจร้องขอต่อ คชก.ตำบลเพื่อวินิจฉัยให้ผู้นั้นขายนาได้จากบทบัญญัติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า หากเจ้าของที่ดินผู้ให้เช่านาจะขายนาไปต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ หากมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นจะทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความยกเว้นตามบัญญัติของกฎหมายหาได้ไม่ดังนั้นถ้าผู้ให้เช่านาขายนาไปให้จำเลยโดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 54 โจทก์ผู้เช่านาย่อมมีสิทธิซื้อนาจากจำเลยได้

สิทธิของโจทก์ตามมาตรา 54 ดังกล่าวหาได้ระงับสิ้นไปโดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ และตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524มาตรา 56 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ผู้เช่านา ผู้เช่าช่วงนา หรือผู้ให้เช่านาที่เป็นคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาอาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลต่อ คชก.จังหวัดได้โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธาน คชก.ตำบลภายในกำหนด30 วันนับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบล แต่ต้องไม่เกิน60 วันนับแต่วันที่ คชก.ตำบลได้มีคำวินิจฉัย วรรคสองบัญญัติว่าคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลที่มิได้อุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด แต่กฎหมายมิได้บัญญัติว่า ถ้า คชก.ตำบลวินิจฉัยแล้วให้แจ้งคำวินิจฉัยแก่ผู้เกี่ยวข้องทราบเพื่อให้ผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ฉะนั้นการที่ประธานคชก.ตำบลหนองกลับมีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยให้จำเลยทราบพร้อมทั้งระบุว่าจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคชก.จังหวัดได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ คชก.ตำบลหนองกลับมีคำวินิจฉัยซึ่งเป็นการแจ้งระยะเวลายื่นอุทธรณ์คลาดเคลื่อนไปจากที่กฎหมายกำหนดจำเลยจะปฏิเสธไม่ยอมรู้ว่ากฎหมายบัญญัติให้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาเท่าไรหาได้ไม่ดังนั้น เมื่อจำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด 60 วันนับแต่วันที่ คชก.ตำบลหนองกลับได้มีคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของคชก.ตำบลหนองกลับย่อมเป็นที่สุด เมื่อไม่ปรากฏว่าคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลหนองกลับไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยอันเป็นที่สุดของคชก.ตำบลหนองกลับ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยขอให้ขายที่นาพิพาทตามคำวินิจฉัยของ

คชก.ตำบลหนองกลับได้ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 148/2533 หรือไม่ เห็นว่า แม้ปัญหานี้ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทแต่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยได้ ตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้ได้กล่าวว่าในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 148/2533 ของศาลชั้นต้นโจทก์เคยฟ้องนายสุวิทย์กับจำเลยขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายนาพิพาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ในฐานะผู้เช่ามีสิทธิซื้อนาจากจำเลยตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ผู้รับโอนซื้อไว้หรือตามราคาตลาดในขณะนั้น แต่ทั้งนี้โจทก์จะต้องใช้สิทธิซื้อนาดังกล่าวก่อน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิซื้อนาพิพาทจากจำเลยในฐานะผู้รับโอนตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

พ.ศ.2524 มาตรา 54 โจทก์จะขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายหาได้ไม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษายกฟ้อง ดังนั้น ในคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายนั้นกำหนดให้โจทก์ใช้สิทธิซื้อนาพิพาทตามราคาและวิธีการชำระเงินที่จำเลยผู้รับโอนซื้อไว้แล้วไม่ยอมขายโจทก์จะต้องร้องขอต่อคชก.ตำบลเพื่อวินิจฉัยให้จำเลยขายนาพิพาทก่อน จึงจะฟ้องคดีต่อศาลได้ แต่ฟ้องโจทก์คดีนี้โจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลยผู้รับโอนนาพิพาทขอให้จดทะเบียนขายนาพิพาทให้โจทก์เห็นว่าคดีก่อนศาลยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำฟ้องของโจทก์และโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดเช่นนี้จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 148/2533 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมภพ โชติกวณิชย์ · สมพงษ์ สนธิเณร · ไพโรจน์ คำอ่อน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5052/2562

คำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดถือว่าเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และการพิจารณาพิพากษาตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ศาลจึงมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4148/2541

โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่นาพิพาท มีจำเลยเป็นผู้เช่าทำนา ที่นาพิพาทอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 และโจทก์ที่ 2 ขายที่นาพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ในราคา 250,000 บาท อันเป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1848/2538

เมื่อฟ้องโจทก์ได้ความเพียงว่าผู้ให้เช่านาขายนาพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 775,000 บาท โดยมิได้แจ้งให้โจทก์ซื้อก่อนโจทก์ร้องเรียนต่อ คชก.ตำบลเพื่อขอใช้สิทธิซื้อที่นาพิพาทคชก.ตำบลมีมติให้จำเลยผู้ซื้อขายนาพิพ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6953/2537

การที่โจทก์ร้องขอซื้อนาพิพาทต่อ คชก. ตำบล และ คชก. ตำบลวินิจฉัยให้โจทก์ซื้อนาพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสองตามราคาและวิธีการชำระเงินที่จำเลยทั้งสองซื้อไว้หรือตามราคาตลาดในขณะนั้นแล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่ากันโดยม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2561

การที่ อ. ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลย ไม่ทำให้การเช่านาพิพาทระหว่าง อ. กับโจทก์ระงับไปเพราะเหตุที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่านาตาม พ.ร.บ.การเช่าท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้