Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4148/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่นาพิพาท มีจำเลยเป็นผู้เช่าทำนา ที่นาพิพาทอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 และโจทก์ที่ 2 ขายที่นาพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ในราคา 250,000 บาท อันเป็นกรณีที่ จำเลยผู้เช่านาหมดสิทธิที่จะซื้อที่นาพิพาทเพราะจำเลยยอมทำบันทึกตกลงปฏิเสธไม่ซื้อที่นาพิพาทแล้ว แต่โจทก์ที่ 2ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าได้ขายที่นาพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ในราคาที่แตกต่างไปจากราคาที่เสนอขายต่อจำเลย โจทก์ที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการเสนอขายเพื่อให้จำเลยมีโอกาสแสดงความ จำนงจะซื้อที่นาพิพาทใหม่ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 53 วรรคสี่ เมื่อเป็นเช่นนี้กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า สัญญายกเลิกการเช่าที่นาพิพาทเป็นโมฆียะหรือไม่ เพราะการที่จำเลยยอมเลิกการเช่าที่นาพิพาทเป็นผลที่เกิดจากการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 ย่อมไม่มีผลผูกพันจำเลย นอกจากนี้จำเลยยังมีสิทธิซื้อที่นาพิพาทจากโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ รับโอนตามราคาและวิธีการชำระเงินที่โจทก์ที่ 1 ซื้อไว้ หรือตามราคาตลาดในขณะนั้น แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่ากัน ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524มาตรา 54 วรรคหนึ่ง คชก.ตำบล บ. ได้วินิจฉัยให้โจทก์ที่ 1 ขายที่นาพิพาทให้แก่จำเลยในราคา 250,000 บาท ตามที่จำเลยร้องขอและคำวินิจฉัยนี้เป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 วรรคสองแล้ว คำวินิจฉัยของคชก.ตำบล บ. ที่ให้โจทก์ที่ 1 ขายที่นาพิพาทแก่จำเลยในราคา 250,000 บาท จึงผูกพันโจทก์ที่ 1 และถือว่าเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเกิดจากการกระทำหรือวิธีการอันมิชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง ศาลจึงชอบที่จะพิพากษาบังคับให้ตามคำชี้ขาดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 221 และพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง เมื่อราคา250,000 บาท เป็นราคาตลาดในขณะนั้นและเป็นราคาตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง จำเลยย่อมมีสิทธิซื้อที่นาพิพาทคืนจากโจทก์ที่ 1 ในราคา 250,000 บาท โจทก์ทั้งสองจึงยังไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่กับเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.วิ.พ. มาตรา 221 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 53 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 54 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 565 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 58 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 24

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เดิมจำเลยเป็นผู้เช่านาที่ดินโฉนดเลขที่ 4999 เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ โดยเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 ประมาณ 19 ไร่ วันที่ 4 ตุลาคม 2533 จำเลยทำสัญญาเลิกเช่านากับโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดออกจากที่ดินภายในสิ้นปี 2533วันที่ 15 ตุลาคม 2533 โจทก์ที่ 2 จึงได้ขายที่นาดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ครั้นสิ้นกำหนดตามระยะเวลาที่ตกลงกัน จำเลยและบริวารไม่ยอมออกจากที่นาพิพาท ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่นาพิพาทกับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 21,000 บาทจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่นาพิพาทอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 จำเลยเป็นผู้เช่านาจึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

เมื่อโจทก์ที่ 2 ขายที่นาพิพาทให้โจทก์ที่ 1 โดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบจำเลยจึงมีสิทธิขอซื้อที่นาพิพาทคืนจากโจทก์ที่ 1 ตามราคาที่โจทก์ทั้งสองซื้อขายกันคือ 250,000 บาท สำหรับบันทึกข้อตกลงเลิกการเช่าที่นาท้ายฟ้องโจทก์ทั้งสองนั้น ทำขึ้นโดยจำเลยสำคัญผิดในสาระสำคัญกล่าวคือ โจทก์ที่ 2 แจ้งให้จำเลยเลิกทำนาโดยอ้างว่าจะขายที่นาพิพาทให้ผู้อื่นในราคาต่ำสุดไร่ละ 280,000 บาทซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงเพื่อทำให้จำเลยไม่อาจซื้อได้จึงทำให้จำเลยยอมทำบันทึกเลิกเช่าที่นาพิพาท หากโจทก์ที่ 2บอกขายที่นาพิพาทในราคา 250,000 บาท ตามที่ขายให้โจทก์ที่ 1จำเลยย่อมสามารถซื้อที่นาพิพาทได้ และไม่มีเหตุที่จะทำบันทึกข้อตกลงเบิกเช่าที่นาพิพาทดังกล่าว

บันทึกข้อตกลงท้ายฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ที่ 2 ขายที่นาพิพาทให้โจทก์ที่ 1 โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบก่อน และเมื่อ คชก.ตำบลบ้านพริก มีมติให้จำเลยมีสิทธิซื้อที่นาพิพาทคืนจากโจทก์ที่ 1 ได้ในราคา 250,000 บาทหากโจทก์ทั้งสองไม่พอใจจะต้องอุทธรณ์ต่อ คชก.จังหวัด แต่โจทก์ทั้งสองกลับนำคดีมาฟ้องต่อศาลก่อน ขอให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งสองและบังคับให้โจทก์ที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่นาพิพาทตามโฉนดเลขที่ 4999 เนื้อที่ 19 ไร่ 2 งาน 46.6 วา ให้แก่จำเลยในราคา250,000 บาท หากไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ที่ 1โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า

สัญญาเลิกการเช่าที่นาพิพาทเป็นโมฆียะการฟ้องแย้งของจำเลยถือเป็นการบอกล้าง โจทก์ทั้งสองไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลบ้านพริก ที่ให้จำเลยมีสิทธิซื้อที่นาพิพาทจากโจทก์ที่ 1 ได้ คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลบ้านพริกจึงเป็นที่สุด พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนตามโฉนดเลขที่ 4999 ให้จำเลยในราคา 250,000 บาทหากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ที่ 1 ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยซื้อที่นาพิพาทคืนจากโจทก์ที่ 1 โดยให้จำเลยนำเงินค่าที่นาพิพาทมาวางต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด มิฉะนั้น ให้จำเลยหมดสิทธิซื้อที่นาพิพาทคืนจากโจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า

โจทก์ที่ 2เป็นเจ้าของที่นาพิพาท มีจำเลยเป็นผู้เช่าทำนา ที่นาพิพาทอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 วันที่ 17 สิงหาคม 2533 โจทก์ที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่นาพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ในราคา 220,000 บาท แล้วยกเลิกการซื้อในวันเดียวกัน วันที่ 27 สิงหาคม 2533 โจทก์ที่ 2จดทะเบียนจำนองที่นาพิพาทไว้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 250,000 บาทวันที่ 28 สิงหาคม 2533 มีการประชุม คชก.ตำบลบ้านพริกตามข้อเสนอของโจทก์ที่ 2 ที่จะให้จำเลยออกจากที่นาพิพาทเพราะต้องการจะขายที่นาพิพาทและยังไม่ได้รับค่าเช่านาจากจำเลยตั้งแต่ปี 2530 ที่ประชุมเห็นว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่านาแต่มิได้ผิดนัดจึงมีมติให้โจทก์ที่ 2 กำหนดวันและแจ้งแต่จำเลยกับประธาน

คชก.ตำบลบ้านพริกเพื่อดำเนินการเรียกเก็บค่าเช่านาจากจำเลยต่อไปวันที่ 3 ตุลาคม 2533 ในที่ประชุม คชก.ตำบลบ้านพริก โจทก์ที่ 2เสนอขายที่นาพิพาทให้แก่จำเลยในราคาไร่ละ 280,000 บาท จำเลยไม่ซื้อแต่ยอมรับจะเลิกเช่าที่นาพิพาทพร้อมกับรับค่าตอบแทนเป็นค่ารื้อถอน 48,000 บาท ดังที่โจทก์ที่ 2 เสนอ วันรุ่งขึ้นโจทก์ที่ 2 กับจำเลยตกลงเลิกเช่าที่นาพิพาทและรับค่าตอบแทนดังกล่าวพร้อมกับได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าเช่านาปี 2533และจะออกจากที่นาพิพาทภายในสิ้นปี 2533 โดยทำเป็นหนังสือต่อหน้าปลัดอำเภอผู้รักษาราชการแทนนายอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายกต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม 2533 โจทก์ที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนขายที่นาพิพาทซึ่งปรากฏตามหลักฐานในราคา 250,000 บาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินและโฉนดที่ดินเอกสารหมาย

ล.7 และ ล.10 เมื่อจำเลยทราบเรื่องดังกล่าวจึงไม่ออกไปจากที่นาพิพาทแต่ได้ร้องขอต่อ คชก.ตำบลบ้านพริกเพื่อซื้อที่นาพิพาทคืน ตามหนังสือเอกสารหมาย ล.12 ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2535 และวันที่ 10 เมษายน 2535 ที่ประชุมคชก.ตำบลบ้านพริกมีมติเป็นเอกฉันท์ให้โจทก์ที่ 1 โอนขายที่นาพิพาทให้แก่จำเลยในราคา 250,000 บาท ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำวินิจฉัยดังกล่าวตามบันทึกรายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.13 และ ล.14มีปัญหาที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยยังโต้เถียงกันซึ่งสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์ที่ 2 ขายที่นาพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1ในราคา 250,000 บาท หรือไร่ละ 300,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าข้อนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่สมเหตุผลส่วนพยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 ขายที่นาพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ในราคา 250,000บาท อันเป็นกรณีที่จำเลยผู้เช่านาหมดสิทธิที่จะซื้อที่นาพิพาทเพราะจำเลยยอมทำบันทึกตกลงปฏิเสธไม่ซื้อที่นาพิพาทแล้วแต่เนื่องจากโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าได้ขายที่นาพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ในราคาที่แตกต่างไปจากราคาที่เสนอขายต่อจำเลย โจทก์ที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการเสนอขายเพื่อให้จำเลยมีโอกาสแสดงความจำนงจะซื้อที่นาพิพาทใหม่ ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 53 วรรคสี่เมื่อเป็นเช่นนี้

กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่าสัญญายกเลิกการเช่าที่นาพิพาทเป็นโมฆียะหรือไม่ เพราะการที่จำเลยยอมเลิกการเช่าที่นาพิพาทเป็นผลที่เกิดจากการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย นอกจากนี้จำเลยยังมีสิทธิซื้อที่นาพิพาทจากโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับโอนตามราคาและวิธีการชำระเงินที่โจทก์ที่ 1 ซื้อไว้ หรือตามราคาตลาดในขณะนั้น แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่ากัน ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 54 วรรคหนึ่งซึ่ง คชก.ตำบลบ้านพริกได้วินิจฉัยให้โจทก์ที่ 1 ขายที่นาพิพาทให้แก่จำเลยในราคา 250,000 บาท ตามที่จำเลยร้องขอแล้วและคำวินิจฉัยนี้ โจทก์ที่ 1 มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 56 วรรคสอง

ทั้งนี้เพราะที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าได้อุทธรณ์ต่อ คชก.จังหวัดแล้วนั้นรับฟังไม่ได้ เนื่องจากแม้โจทก์ที่ 1จะมีสำเนาหนังสืออุทธรณ์กับไปรษณีย์ตอบรับเอกสารหมาย จ.6และ จ.7 มานำสืบแสดงก็ตาม แต่โจทก์ที่ 1 ก็มิได้ติดตามผู้รับเอกสารแทนมาสืบยืนยันว่าเอกสารที่โจทก์ที่ 1 ส่งไปนั้นเป็นหนังสืออุทธรณ์ดังที่อ้าง และไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้ติดตามผลการอุทธรณ์แต่อย่างใด ทั้งข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามหนังสือของจังหวัดนครนายกเอกสารหมาย ล.32 ว่า ไม่มีหลักฐานการยื่นอุทธรณ์มติ คชก.ตำบลบ้านพริกในกรณีคดีนี้คำวินิจฉัย คชก.ตำบลบ้านพริกที่ให้โจทก์ที่ 1 ขายที่นาพิพาทแก่จำเลยในราคา 250,000 บาทจึงผูกพันโจทก์ที่ 1 และถือว่าเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเกิดจากการกระทำหรือวิธีการอันมิชอบอย่างใดอย่างหนึ่งแต่อย่างใดจึงชอบที่จะพิพากษาบังคับให้ตามคำชี้ขาดดังกล่าว ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

พ.ศ. 2524มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 221 และพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530มาตรา 24 วรรคหนึ่งคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ราคาที่ คชก.ตำบลบ้านพริกวินิจฉัยให้โจทก์ที่ 1 ขายที่นาพิพาทให้แก่จำเลยเป็นราคาตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524มาตรา 54 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบแสดงให้เห็นว่า ราคาตลาดของที่นาพิพาทในขณะโอนขายกันนั้นมีราคาเท่าใดและสูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันหรือไม่ จึงถือว่าราคา 250,000 บาท เป็นราคาตลาดในขณะนั้นและเป็นราคาตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง จำเลยย่อมมีสิทธิซื้อที่นาพิพาทคืนจากโจทก์ที่ 1 ในราคา 250,000 บาท โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่กับเรียกค่าเสียหายจากจำเลยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมบัติ เดียวอิศเรศ · สุรินทร์ นาควิเชียร · ไสว จันทะศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5052/2562

คำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดถือว่าเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และการพิจารณาพิพากษาตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ศาลจึงมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1339/2538

เจ้าของที่ดินผู้ให้เช่านาจะขายนาไปต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ.2524มาตรา53และมาตรา54กำหนดไว้หากมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นจะทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความยกเว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1848/2538

เมื่อฟ้องโจทก์ได้ความเพียงว่าผู้ให้เช่านาขายนาพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 775,000 บาท โดยมิได้แจ้งให้โจทก์ซื้อก่อนโจทก์ร้องเรียนต่อ คชก.ตำบลเพื่อขอใช้สิทธิซื้อที่นาพิพาทคชก.ตำบลมีมติให้จำเลยผู้ซื้อขายนาพิพ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5640/2540

พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 57วรรคแรก ที่บัญญัติให้คู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคชก.จังหวัด มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8294/2540

คชก.ตำบล ค.วินิจฉัยว่า ผู้ร้องสอดที่ 3 เป็นผู้เช่าทำนาของจำเลยแต่ผู้เดียว ยังไม่ถึงที่สุด เพราะ คชก.จังหวัดยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์บุคคลอื่นที่อ้างว่าตนเป็นผู้เช่านาของจำเลยด้วย การที่ผู้ร้องสอดที่ 3…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้