Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13450/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติว่า ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร ฯลฯ ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้จะมีการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 กันจริง หรือจำเลยทั้งสามจะได้รับที่ดินพิพาทมาไม่ว่าด้วยนิติกรรมใด ๆ นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 หรือนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินก็เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และถึงแม้ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 แปลงที่ 5 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินออกให้แก่ จ. ส่วนแปลงที่ 2 และที่ 6 มีชื่อของจำเลยที่ 3 หลังจากที่โจทก์สอบถามแล้ว จ. และจำเลยที่ 3 ยินยอมไปเพิกถอนก็ตาม เมื่อ จ. และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ที่ได้รับการจัดสรรละทิ้งการครอบครองไป การครอบครองจะตกมาเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอีกครั้ง ซึ่งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่ที่จะจัดสรรให้เกษตรกรที่เหมาะสมต่อไป ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 150 ป.วิ.พ. มาตรา 142 ป.วิ.พ. มาตรา 246 ป.วิ.พ. มาตรา 247 พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้งโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 103 ตำบลบ้านตูม อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี เป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนคำคัดค้านในการออกโฉนดที่ดิน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนากับให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันขนย้ายเก็บเกี่ยวทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวด้วย ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ไปดำเนินการเพิกถอนการจัดที่ดินแปลงเลขที่ 2 และเลขที่ 6 ต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี

หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งห้ามโจทก์เข้ารบกวนการครอบครองและยุ่งเกี่ยวในที่ดินอีกต่อไป และให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาขายฝากที่ดินตามฟ้องเนื้อที่ 21 ไร่ 1 งาน 90.14 ตารางวา กับให้โจทก์โอนที่ดินในเนื้อที่จำนวนดังกล่าวคืนแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการโอน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ในส่วนฟ้องโจทก์ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามและฟ้องแย้งระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับโจทก์) ให้เป็นพับ โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 103 ตำบลบ้านตูม อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานีเฉพาะส่วนเนื้อที่ดิน 14 ไร่ 1 งาน 20.64 ตารางวา ตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายและแผนที่พิพาทบริเวณแปลงที่ 1 เป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ในส่วนนี้ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดและออกโฉนดที่ดินในส่วนนี้ด้วย

ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 103 ตำบลบ้านตูม อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี เฉพาะส่วนเนื้อที่ดินรวม 7 ไร่ 69.5 ตารางวา ตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายและแผนที่พิพาทบริเวณแปลงที่ 2 และเหนือแปลงที่ 2 ซึ่งอยู่ภายในกรอบแนวเขตที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำชี้ เป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ห้ามโจทก์เข้ารบกวนการครอบครองหรือยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทส่วนนี้ด้วย กับให้โจทก์ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ในจำนวนเนื้อที่ดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คำขออื่นของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาให้โจทก์ 5,760 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้เป็นพับกันไป โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์มีนายเรืองศรี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 103 ตำบลบ้านตูม อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ โดยรับซื้อฝากมาจากจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 ต่อมาเมื่อครบกำหนดตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินแล้ว จำเลยที่ 3 ไม่ไถ่ถอนที่ดินจึงตกเป็นของโจทก์ โจทก์นำที่ดินดังกล่าวไปขอออกโฉนด ในการรังวัดที่ดินจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาคัดค้านการรังวัด ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีเรียกคู่ความทั้งสองฝ่ายไปไกล่เกลี่ยแต่ไม่สามารถตกลงกันได้

นอกจากนี้ยังได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานที่ดินว่าพื้นที่ที่ขอออกโฉนดนั้นออกทับที่ดิน ส.ป.ก. แปลงที่ 2, 5 และ 6 กลุ่มระวางที่ 960 หลังจากได้รับแจ้งโจทก์จึงไปตรวจสอบปรากฏว่าที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 แปลงที่ 5 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินออกให้แก่นายจรรยากรณ์ ส่วนแปลงที่ 2 และที่ 6 มีชื่อของจำเลยที่ 3 หลังจากที่โจทก์สอบถามแล้วนายจรรยากรณ์และจำเลยที่ 3 ยินยอมไปเพิกถอน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีจำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 103 เนื้อที่รวมกันประมาณ 21 ไร่ 1 งาน 90.14 ตารางวา เป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อมาจากจำเลยที่ 3 ที่ดินแปลงแรกมีเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 43 ตารางวา

จำเลยที่ 1 ซื้อมาในราคา 138,225 บาท แปลงที่ 2 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 26.5 ตารางวา และแปลงที่ 3 เนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 20.64 ตารางวา จำเลยที่ 2 ซื้อมาในราคา 76,987.50 บาท และ 700,000 บาท ตามลำดับ หลังจากซื้อแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติว่า ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร ฯลฯ ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้จะมีการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 กันจริง หรือจำเลยทั้งสามจะได้รับที่ดินพิพาทมาไม่ว่าด้วยนิติกรรมใดๆ

นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 หรือนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินก็เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และถึงแม้ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 แปลงที่ 5 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินออกให้แก่นายจรรยากรณ์ ส่วนแปลงที่ 2 และที่ 6 มีชื่อของจำเลยที่ 3 หลังจากที่โจทก์สอบถามแล้วนายจรรยากรณ์และจำเลยที่ 3 ยินยอมไปเพิกถอนก็ตาม เมื่อนายจรรยากรณ์และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ที่ได้รับการจัดสรรละทิ้งการครอบครองไป การครอบครองจะตกมาเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอีกครั้ง ซึ่งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่ที่จะจัดสรรให้เกษตรกรที่เหมาะสมต่อไป

ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้งตามลำดับ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาในส่วนฟ้องโจทก์กับจำเลยทั้งสาม และฟ้องแย้งระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับโจทก์ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุภกิจ กิตสัมบันท์ · โสฬส สุวรรณเนตร์ · วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6601/2558

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ทำกับ ส. ข้อ 1 ระบุว่า ส. จะขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ ข้อนี้จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดีมาตั้งแต่ยื่นคำให้การใน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2654/2546

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14ขณะจำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีประกาศธน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7000/2545

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจด้วยการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้าโดยให้กู้เบิกเงินเกินบัญชี กู้ยืมเงิน ซื้อลดเช็ค หรือด้วยประการอื่นที่ทำได้ในการให้เงินหรือหลักประกันแก่ลูกค้า โดยรับป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2545

จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่ ล. มารดาโจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับให้ ท. จดทะเบียนโอนที่ดิน การที่จำเลยกับ ล. ทำหนังสือสัญญากันระบุว่า ล. จะจดทะเบียนแบ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1446/2540

การที่จำเลยที่1อนุมัติให้โจทก์ยืมชื่อจำเลยที่1ก็เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการก่อสร้างอาคารและจัดจำหน่ายอาคารในนามของจำเลยที่1การกระทำของโจทก์กับจำเลยที่1ดังกล่าวจึงเป็นการรู้เห็นร่วมกันเพื่อดำเนินการก่อสร้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้