Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1446/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่1อนุมัติให้โจทก์ยืมชื่อจำเลยที่1ก็เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการก่อสร้างอาคารและจัดจำหน่ายอาคารในนามของจำเลยที่1การกระทำของโจทก์กับจำเลยที่1ดังกล่าวจึงเป็นการรู้เห็นร่วมกันเพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารและจัดจำหน่ายในนามของจำเลยที่1อันเป็นการประกอบธุรกิจการค้าหรือประกอบวิสาหกิจในนามของจำเลยที่1ซึ่งตามพระราชบัญญัติสมาคมการค้าพ.ศ.2509มาตรา22กำหนดห้ามมิให้สมาคมการค้ากระทำการ(1)ประกอบวิสาหกิจโดยสมาคมการค้านั้นเองดังนี้เมื่อจำเลยที่1เป็นสมาคมการค้าจึงต้องห้ามมิให้ประกอบวิสาหกิจโดยสมาคมการค้านั้นเองวิธีการของโจทก์กับจำเลยที่1จึงเห็นชัดว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวอันเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อห้ามมิให้สมาคมการค้าดำเนินการใดๆที่จะเป็นผลกระทบกระเทือนการคาเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศไทยจึงเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนการกระทำของโจทก์กับจำเลยที่1จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา150ดังนั้นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1ที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนกันจึงไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ต่อกันและเป็นการกระทำที่เสียเปล่าโจทก์กับจำเลยที่1ยังคงอยู่ในฐานะเดิมเหมือนมิได้มีการกระทำดังกล่าวต่อกันเลยข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1หาใช่สัญญาต่างตอบแทนที่จะมีผลบังคับกันได้ไม่โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสิบ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 150 ป.พ.พ. มาตรา 22 ป.พ.พ. มาตรา 113 ป.พ.พ. มาตรา 369 ป.วิ.พ. มาตรา 142 ป.วิ.พ. มาตรา 246 ป.วิ.พ. มาตรา 247 พ.ร.บ.สมาคมการค้า พ.ศ.2509 มาตรา 11 พ.ร.บ.สมาคมการค้า พ.ศ.2509 มาตรา 22

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันและแทนกันใช้เงินให้แก่โจทก์ จำนวน 93,758,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และห้ามจำเลยทั้งสิบและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับอาคารของโจทก์ กับมิให้ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับโครงการศูนย์การค้าอุตสาหกรรมขนาดย่อมหยุดรับเงินค่าขายอาคารและสิทธิการเช่าตามฟ้องทั้งสิ้น หยุดขัดขวางการที่โจทก์จะดำเนินการก่อสร้าง ขายอาคารและสิทธิการเช่าอาคารส่วนที่เหลืออีกจำนวน 101 คูหาระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำบอกกล่าวถอนฟ้องจำเลยที่ 5ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 10 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการศูนย์การค้าอุตสาหกรรมขนาดย่อม

โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีสัญญาต่างตอบแทนกัน จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 8 และที่ 9 เป็นผู้ลงทุนในการก่อสร้างอาคารโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ลงทุนแต่อย่างใด โจทก์ไม่เสียหายขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนโจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสมาคมการค้าตามพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 มาตรา 11 จำเลยที่ 1เป็นผู้เช่าที่ดินก่อสร้างอาคารศูนย์การค้าอุตสาหกรรมขนาดย่อมจากการรถไฟแห่งประเทศไทย คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์หลายประการสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาโจทก์ที่ว่าข้อเสนอของโจทก์ต่อจำเลยที่ 1 ที่ขอเข้าทำโครงการอาคารศูนย์การค้าอุตสาหกรรมขนาดย่อมโดยขอยืมชื่อจำเลยที่ 1 มาใช้ และจะตอบแทนจำเลยที่ 1 ด้วยการให้เงิน 300,000 บาท กับอาคารที่จะก่อสร้างในโครงการดังกล่าวจำนวน 4 คูหา พร้อมด้วยผลประโยชน์อื่นอีก จำเลยที่ 1 ตอบรับตามที่ปรากฏในรายงานการประชุมของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย

จ.2ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญาต่างตอบแทนกันแล้วหรือไม่เสียก่อน เห็นว่า เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การค้าอุตสาหกรรมขนาดย่อมตามที่บันทึกไว้ในรายงานประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.2 นั้น ได้ความว่า โจทก์เสนอต่อที่ประชุมกรรมการจำเลยที่ 1 ขอเข้าทำโครงการก่อสร้างอาคารดังกล่าวโดยขอยืมชื่อจำเลยที่ 1 มาใช้ โจทก์เป็นผู้รับผิดชอบในด้านการลงทุนการก่อสร้าง การจัดจำหน่าย และอื่น ๆ อีก ที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 ลงมติตามที่โจทก์เสนอ ดังนี้ ลักษณะที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้โจทก์ยืมชื่อจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการก่อสร้างอาคารและจัดจำหน่ายตามที่โจทก์เสนอขอยืมนั้นก็เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการก่อสร้างอาคารและจัดจำหน่ายอาคารดังกล่าวในนามของจำเลยที่ 1 การกระทำของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการรู้เห็นร่วมกันเพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารและจัดจำหน่ายอาคารในนามของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการประกอบธุรกิจการค้าหรือประกอบวิสาหกิจในนามของจำเลยที่ 1 นั่นเอง

พระราชบัญญัติสมาคมการค้าพ.ศ. 2509 มาตรา 22 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้สมาคมการค้ากระทำการใด ๆดังต่อไปนี้ (1) ประกอบวิสาหกิจโดยสมาคมการค้านั้นเอง หรือ ฯลฯ"จำเลยที่ 1 เป็นสมาคมการค้าจึงต้องห้ามมิให้ประกอบวิสาหกิจโดยสมาคมการค้านั้นเอง การกระทำของโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยวิธีการที่กล่าวมาแล้วเห็นได้ชัดว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าวอันเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อห้ามมิให้สมาคมการค้าดำเนินการใด ๆ ที่จะเป็นผลกระทบกระเทือนการค้า เศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศจึงเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การกระทำของโจทก์กับจำเลยที่ 1 เช่นนั้นตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 (เดิม)(มาตรา 150 ที่แก้ไขใหม่) และศาลฎีกามีอำนาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

ประกอบมาตรา 246, 247 ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้โจทก์ยืมชื่อจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการก่อสร้างอาคารและจัดจำหน่ายอาคารดังกล่าวในนามของจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนกันจึงไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์เช่นนั้นต่อกันและเป็นการกระทำที่เสียเปล่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงอยู่ในฐานะเดิมเหมือนมิได้มีการกระทำดังกล่าวต่อกันเลย ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวหาใช่สัญญาต่างตอบแทนที่จะมีผลบังคับกันได้ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ และเนื่องจากเหตุผลดังวินิจฉัยมาแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจและสิทธิดำเนินการเกี่ยวกับอาคารศูนย์การค้าอุตสาหกรรมขนาดย่อมดังกล่าวตั้งแต่แรกแล้ว

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1ทำผิดสัญญาและจำเลยทั้งสิบทำละเมิดต่อโจทก์เกี่ยวกับอาคารศูนย์การค้าอุตสาหกรรมขนาดย่อมก็ดีและโจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากจำเลยที่ 1 ทำผิดสัญญาและจำเลยทั้งสิบทำละเมิดต่อโจทก์ดังกล่าวก็ดี จึงไม่อาจรับฟังได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสิบ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในปัญหาอื่นอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพศาล รางชางกูร · ยรรยง ปานุราช · พิธี อุปปาติก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2545

จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่ ล. มารดาโจทก์ทั้งสี่ฟ้องบังคับให้ ท. จดทะเบียนโอนที่ดิน การที่จำเลยกับ ล. ทำหนังสือสัญญากันระบุว่า ล. จะจดทะเบียนแบ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13450/2558

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติว่า ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทาง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6601/2558

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ทำกับ ส. ข้อ 1 ระบุว่า ส. จะขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ ข้อนี้จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดีมาตั้งแต่ยื่นคำให้การใน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15238/2553

การซื้อขายสินค้าประเภทอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้นสัญญาซื้อขายระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางจะเกิดขึ้นเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอตาม ป.พ.พ. มาตรา 3…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 776/2549

ป.พ.พ. มาตรา 369 บัญญัติว่า ในสัญญาต่างตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้...ฯลฯ... หมายความว่า การชำระหนี้ในสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาจะต้อง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้