คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ จำเลยรับกันว่า ที่นาพิพาทเป็นสินบริคณห์ระหว่างโจทก์กับนางนา นางนาได้เอานารายพิพาทแลกเปลี่ยนกับนาของจำเลยโดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมแลกเปลี่ยนรายนี้ ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนคืนนารายนี้ให้โจทก์โจทก์จึงกลับมาฟ้องเรียกค่าเสียหายในระหว่างที่จำเลยรับแลกเปลี่ยนนาไปทำ 3 ปีศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง ให้ยกฟ้องโจทก์โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่นาพิพาทที่นางนาภริยาโจทก์นำไปแลกเปลี่ยนกับที่นาของจำเลยนั้น เป็นสินบริคณห์ระหว่างโจทก์กับนางนา นิติกรรมแลกเปลี่ยนนั้นเป็นแต่เพียงโมฆียะ ซึ่งถ้าโจทก์ผู้เป็นสามีไม่บอกล้างนิติกรรมนั้นย่อมสมบูรณ์ตามกฎหมาย ฉะนั้นที่จำเลยเข้าครอบครองที่นาของนางนาจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือนางนาแต่ประการใด จนกว่าโจทก์จะบอกล้าง นิติกรรมดังกล่าวแล้ว และศาลได้ชี้ขาดว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ ให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม โจทก์คัดค้านว่าจำเลยใช้สิทธิไม่สุจริต เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 นั้น มาตรา ดังกล่าวพูดถึงว่าผู้ละเมิดต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น แต่คดีนี้ ฟังว่าจำเลยมิได้ละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงมิต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์