คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า สวนยาง ๑ แปลงเป็นของนายหว่านและนางโฟโหมยกับบุตรผู้เยาว์ โดยได้รับมรดกจากนายเจนยิ่นนายหว่านได้ไปยื่นคำร้องขอประกาศขายให้แก่จำเลยที่ ๑ แต่ภายหลังไม่ตกลงกัน ก่อนครบกำหนดประกาศ ๖ - ๗ วัน จำเลยที่ ๒ ได้หลอกลวงให้นายหว่านเซ็นชื่อในใบมอบฉันทะโดยว่าจะไปร้องขอถอนการให้ นายหว่านหลงเชื่อจึงเซ็นให้ไป บัดนี้ปรากฏว่าสวนยางรายนี้ถูกขายให้จำเลยที่ ๑ แล้ว โดยจำเลยที่ ๒ ได้รับรองมอบฉันทะจากนายหว่านเป็นผู้ขายแทนแต่โดยเหตุที่นางโฟโหมยและนายหว่านไม่สามารถฟ้องคดีได้เอง จึงได้โอนสิทธิเรียกร้องทั้งนี้ให้โจทก์และโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยขายแล้ว จึงขอให้ทำลายสัญญาซื้อขายที่ดินรายนี้และให้จำเลยคืนที่ดินรายนี้ให้โจทก์
จำเลยให้การว่าการซื้อขายที่ดินรายนี้เป็นไปโดยสุจริต จำเลยที่ ๑ ได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙, ๑๓๐๐, ๑๓๒๙ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ และตัดฟ้องว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพยานฝ่ายจำเลย พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ฟังว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยได้ให้การต่อสู้คดีไว้ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อจำเลยแก้อุทธรณ์ จำเลยก็ยังโต้แย้งความข้อนี้อยู่ ประเด็นข้อนี้ยังไม่ยุติ ส่วนที่ว่าการโอนระหว่างนายหว่าน นางโฟโหมยกับโจทก์เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องนั้น
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้องก็ดี ตามหนังสือโอนนี้โจทก์ส่งศาลก็ดี มีข้อความชัดว่า เป็นการโอนการฟ้องร้อง เท่ากับขายความเป็นการผิดศีลธรรมอันดี ไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้โอนกันได้และไม่ใช่เป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เช่น มอบอำนาจ หรือแต่งทนายไว้ความเป็นต้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน