Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1455/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย เป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับคำฟ้องในสาระสำคัญอย่างมากตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ แต่การที่จำเลยที่ 2 พูดข้อความดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371, 391 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

การที่จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย เป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับคำฟ้องในสาระสำคัญอย่างมากตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ แต่การที่จำเลยที่ 2 พูดข้อความดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371, 391 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80, 391, 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ความผิดฐานพยายามฆ่ากับฐานทำร้ายร่างกาย (ที่ถูกฐานทำร้ายผู้อื่น) โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย และความผิดฐานพาอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญากับพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ (ที่ถูก ฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ) ซึ่งเป็นบทหนัก เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองฐานพยายามฆ่า คนละ 10 ปี และจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานพาอาวุธปืน 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี ริบของกลาง ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 391, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืน ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ให้ลงโทษปรับเป็นเงิน 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงแต่กระทำไปเป็นการป้องกันมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำร้ายจำเลยที่ 2 โดยสำคัญผิดว่า ผู้เสียหายที่ 1 มีมีดเป็นอาวุธ ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายที่ 2 โต้เถียงกัน จำเลยที่ 1 ลงจากรถเข้ามาชกผู้เสียหายที่ 2 บริเวณใบหน้าจนผู้เสียหายที่ 2 ล้มลงกับพื้นถนน จำเลยที่ 2 วิ่งเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 จึงลงจากรถเข้าไปขวางจำเลยที่ 2 ก็ถูกจำเลยที่ 2 ชกบริเวณหน้าผากและกกหู ผู้เสียหายที่ 1 จึงชกต่อยกับจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีอาวุธแต่อย่างใด

เห็นได้ว่าฝ่ายจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน และไม่เข้าเหตุป้องกันตามกฎหมาย ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเลื่อนลอยเพื่อให้ตนเองพ้นผิด ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาต่อไปอีกว่า การที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเป็นการขู่ให้จำเลยที่ 2 และผู้เสียหายที่ 1 เลิกต่อสู้กัน มิได้มีเจตนาฆ่า โดยนัดแรกยิงขึ้นฟ้า ส่วนนัดที่สองยิงลงพื้นดิน เห็นว่า จำเลยที่ 1 ต่อสู้ประการแรกว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการกระทำโดยเจตนา ต่อมากลับอ้างว่าเป็นการยิงขู่ ไม่มีเจตนากระทำความผิด จึงไม่อยู่ในร่องรอยเดียวกัน และได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะจำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหายที่ 1 อยู่ห่างประมาณ 1 เมตร กระสุนนัดแรกถูกขากางเกงด้านขวาบริเวณต้นขาด้านใน

ส่วนนัดที่สองถูกบริเวณท้อง จากผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารท้ายฟ้องได้ความว่าวิถีกระสุนเข้าท้องน้อยซ้ายทะลุผ่านกระเพาะปัสสาวะทะลุออกไปทางก้นขวาแสดงว่ายิงในระยะใกล้ กระสุนปืนจึงทะลุผ่านร่างกายไป ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นการยิงขู่จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้เป็นมั่นคงว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าขณะที่จำเลยที่ 2 กอดปล้ำต่อสู้กับผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 พูดว่า

ยิงเลย ยิงเลย ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นพ่อลูกกัน ร่วมเดินทางมาด้วยกัน หลังจากเกิดเหตุก็หลบหนีไปด้วยกัน ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะที่พยานต่อสู้กับจำเลยที่ 2 ได้ยินจำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย เมื่อหันไปทางจำเลยที่ 1 เห็นจำเลยที่ 1 ใช้มือทั้งสองข้างถืออาวุธปืนพกสั้นจ้องมาทางพยาน สักครู่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด พยานตกใจแต่ก็ยังกอดรัดกับจำเลยที่ 2 ต่อมาพยานถูกกระแทกจนหลุดจากการกอดปล้ำ ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังยืนถือปืน และยิงปืนมายังพยานอีก 1 นัด

กระสุนปืนถูกที่ท้องและได้ความจากผู้เสียหายที่ 2 ว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ชกต่อยกับจำเลยที่ 2 พยานเดินมาเปิดประตูรถด้านคนขับเพื่อหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่โทรแจ้งพนักงานตำรวจ ได้ยินเสียงจำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย รวม 3 ครั้ง เมื่อเงยหน้าดูเห็นจำเลยที่ 1 ถือปืนจ้องไปที่ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหายที่ 1 รวม 3 นัด เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความยืนยันว่าได้ยินจำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย แล้วจำเลยที่ 1 ก็ใช้ปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง สอดคล้องกันไม่มีพิรุธ เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 พูดถ้อยคำดังกล่าว ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่

เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นพ่อลูกกัน ร่วมเดินทางด้วยกันแต่ก็ไม่มีเจตนาคบคิดกันที่จะใช้อาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 นำติดตัวมาไปยิงทำร้ายผู้ใดมาก่อน ขณะที่เกิดเหตุขึ้นเป็นเรื่องที่มิได้คาดคิด การที่จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย เป็นการที่จำเลยที่ 2 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับคำฟ้องในสาระสำคัญอย่างมากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง จะลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ แต่การที่จำเลยที่ 2 พูดข้อความดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ด้วย ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษฐานเป็นสนับสนุนได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยทั้งสองเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ทั้งมอบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนให้เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนชดใช้ค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 250,000 บาท แก่ฝ่ายผู้เสียหาย เป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เฉพาะความผิดฐานเป็นตัวการและผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้ว จำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 4 ปี 5 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ฐานันท์ วรรณโกวิท · เกษม วีรวงศ์ · พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 712/2559

จำเลยที่ 2 สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจาก อ. ชาวลาวให้ส่งเมทแอมเฟตามีนนั้นจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในประเทศไทย โดยไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 กับ อ. เป็นพวกเดียวกันและได้วางแผนแบ่งหน้าที่กั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8117/2554

การที่จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางติดตัวมานั้นเพื่อส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ตามที่สั่งซื้อไว้ แม้จำเลยที่ 2 จะถูกจับกุมเสียก่อน แต่ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลาง…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 268667)

การที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและซัดทอดในชั้นจับกุมว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 3 ฝากให้จำหน่ายนั้น เป็นการให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมทันทีในวันที่ถูกจับ จึงเป็นการยากที่จำเล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6742/2547

การที่จำเลยซึ่งอยู่ในฝั่งประเทศไทยตะโกนข้ามแม่น้ำเหืองที่กั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนและกัญชาจากพวกของจำเลยที่ยืนอยู่ที่ฝั่งลาว โดยจำเลยไม่ได…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3044/2540

เหตุเกิดเพราะการที่จำเลยที่1พยักหน้าและร้องว่าเอามันแล้วจำเลยที่2และที่3เข้าร่วมทำร้ายร่างกายผู้เสียหายถือได้ว่าจำเลยที่1ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริมจึงเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้