คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยโอนขายที่ดินให้โจทก์ตามสัญญา คิดเฉลี่ยตามที่โจทก์ปลูกเรือนอยู่แล้ว ๘ เมตร ราคา ๑๗๒๘ บาท
จำเลยให้การรับว่าได้ทำสัญญากับโจทก์จริง แต่สำเนาสัญญาท้ายฟ้องจะตรงกับต้นฉะบับหรือไม่ จำเลยขอสงวนไว้ปฏิเสธตอนเห็นต้นฉะบับ โจทก์จะเอาที่ดินไม่ตรงตามสัญญา ไม่ใช่ความผิดของจำเลย ศาลชั้นต้นสั่งทำแผนที่วิวาทเสร็จแล้วสั่งงดสืบพะยาน พิพากษาให้จำเลยขายเพียงเนื้อที่ดินที่โจทก์ปลูกเรือนภายในเส้นสีเหลืองในแผนที่วิวาท กว้าง ๘ เมตร ๘๕ เซ็นติเมตร ยาว ๑๓ เมตร ๔๖ เซ็นติเมตร กับหน้าชานตัวเรือนใหญ่กว้าง ๑ เมตร ๑๑ เซ็นติเมตร ยาว ๓ เมตร ๖๐ เซ็นติเมตร
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา,
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้องข้อ ๓ โจทก์กล่าวว่าโจทก์ได้มีหนังสืออ้อนวอนให้จำเลยโอนขายที่ดินให้ตามสัญญา คือ ทิศเหนือ ๘ เมตร ทิศตะวันออก ๖๒ เมตร ทิศตะวันตก ๖๒ เมตร โดยคิดเฉลี่ยตามราคาที่ซื้อจากนายหยัดเมตรละ ๑๖๖ บาท เนื้อที่ ๘ เมตรที่โจทก์ปลูกเรือนแล้ว คิดเป็นเงิน ๑๓๒๘ บาทเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์อ้างว่าตามสัญญาจำเลยจะต้องขายให้เป็นเนื้อที่ ดังนั้นจำเลยให้การเถียงความหมายในการแปลสัญญา ศาลจึงมีหน้าที่ต้องชี้ขาดตามสัญญาว่ามีความหมายว่าอย่างไรถ้าหากตัวสัญญามีข้อความชัดเจน เป็นความหมายได้แล้วศาลก็ย่อมตีความสัญญาไปตามนั้น หากถ้อยคำในสัญญาเป็นที่สงสัย ศาลก็อาจดำเนินการสืบพะยานตามพฤตติการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนประเพณี เพื่อมาใช้ประกอบในการตีความนั้นได้ตามกรณี
ดัง ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา ๙๔ วรรคท้ายอนุญาตไว้ เพราะไม่ใช่การสืบเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติม ตัดทอนเอกสารที่ห้ามไว้ในตอนต้น มาตรา ๑๑ ป.ม.แพ่ง ฯ ย่อมเป็นหลักในการแปลสัญญาจริง +ความหมายเพียงว่า เมื่อศาลได้พิเคราะห์ถึงเหตุผล และพฤตติการณ์อันจะนำมาประกอบการแปลแล้ว กรณียังมีข้อสงสัยอยู่ จึงให้ตีความไปตามหลักที่กล่าวในมาตรา + แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลจะใช้มาตรา ๑๑ แปลสัญญาโดยไม่เหลียวแลถึงเหตุผลและพฤตติการณ์ประกอบสัญญานั้นเสียเลย ศาลฎีกาได้พิจารณาสัญญาตามสำเนา+ฟ้องแล้ว เห็นมีข้อสงสัยอยู่ ในการแปลสัญญานี้ ชอบที่ศาลจะได้ฟังพะยานหลักฐานของคู่ความเพื่อประกอบการแปล
ผลคำพิพากษา
พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่าง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปตามรูปความ แล้วพิพากษาใหม่