Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1513/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีที่พนักงานอัยการโจทก์บรรยายฟ้องว่า ได้มีการสอบสวนแล้วย่อมสันนิษฐานได้ว่ามีการสอบสวนชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อจำเลยไม่คัดค้านโดยเสนอหรือนำสืบเป็นข้อต่อสู้ไว้ ถือว่าไม่มีข้อโต้เถียงกัน หากตามสำนวนไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงว่าการสอบสวนนั้นไม่ชอบการที่จำเลยเพิ่งมาคัดค้านขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ย่อมไม่มีเหตุที่จะวินิจฉัยให้ กรณีถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง แม้ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลย เมื่อโจทก์จำเลยได้นำสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวไปได้เอง โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดก่อน อ. เคยถูกฟ้องร่วมกับจำเลยมาก่อน แต่ศาลได้สั่งแยกฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ต่างหากจากคดีที่ อ. ถูกฟ้องร่วมกับจำเลยและขณะที่ อ.เบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้อ.มิได้อยู่ในฐานะเป็นจำเลย โจทก์จึงอ้าง อ.เป็นพยานได้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 56,61 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทหนักที่สุดลงโทษตามมาตรา 90 พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับจำเลยในความผิดที่มีโทษเบากว่า เพื่อให้ความผิดทุกกรรมรวมทั้งความผิดที่มีโทษหนักกว่าเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 ได้ ดังนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะเปรียบเทียบปรับจำเลยไปแล้วตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 61 ซึ่งเป็นความผิดบทเบาที่สุดการเปรียบเทียบนั้นก็ไม่ชอบ คดีจึงยังไม่เลิกกันศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390ซึ่งเป็น บทหนักที่สุดให้ถูกต้องได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ขับรถบรรทุกคันหมายเลขทะเบียน80-3375 กาญจนบุรี ไปตามถนนสายชุมแพ-ขอนแก่น มุ่งหน้าสู่จังหวัดขอนแก่น เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 34-35 ตำบลบ้างกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น เวลากลางคืนรถยนต์คันที่จำเลยขับเสียจำเลยจึงจอดรถไว้ในทางเดินรถบนผิวจราจรในลักษณะกีดขวางการจราจรห่างจากเส้นแบ่งครึ่งถนน 1 เมตร โดยมิได้เปิดไฟหรือใช้แสงสว่าง นายองอาจ เพิ่มพูนผล จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1095/2528 ของศาลชั้นต้น ขับรถบรรทุกคันหมายเลขทะเบียนน.2824 ขอนแก่น มาตามถนนดังกล่าวมุ่งหน้าสู่จังหวัดขอนแก่น เมื่อถึงบริเวณที่จำเลยจอดรถไว้เป็นเวลาพอดีกับมีรถเปิดไฟสูงแล่นสวนทางมาประกอบกับจำเลยไม่ได้ทำเครื่องหมายและสัญญาณแสดงไว้

ทำให้นายองอาจ เพิ่มพูนผล เห็นรถที่จำเลยจอดอยู่ในระยะกระชั้นชิดจึงหักหลบไม่พ้น เป็นเหตุให้รถที่ขับมาชนกระบะหลังด้านขวาของรถที่จอดอยู่ดังกล่าว และนายวัฒนา ประสาวภาหรือแก่นพรมซึ่งนั่งมาในกระบะรถของนายองอาจ เพิ่มพูนผลกระเด็นตกจากรถได้รับอันตรายบาดเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกิน 20 วัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 56, 61, 151, 152จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 56, 61, 151, 152 แต่เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 1 เดือนลดโทษ 1 ใน 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 24 วัน โดยไม่เห็นสมควรให้รอการลงโทษ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2527 เวลาประมาณเที่ยงคืน จำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ คันหมายเลขทะเบียน 80-3375 กาญจนบุรี มาจอดบนทางเดินรถที่เกิดเหตุเนื่องจากระบบช่วงล่างของรถเกิดชำรุด ปรากฎตามแผนที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.9 จนถึงคืนวันที่ 27 ธันวาคม 2527เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ได้มีรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ คันหมายเลขทะเบียนน.-2824 ขอนแก่น ซึ่งมีนายองอาจ เพิ่มพูนผล เป็นผู้ขับแล่นมาชนส่วนกระบะด้านท้ายรถคันเกิดเหตุดังกล่าวทางด้านขวา เป็นเหตุให้นายวัฒนา ประสาวภา ที่โดยสารมาในรถคันหลังดังกล่าวตกจากรถได้รับอันตรายแก่กาย ปรากฏตามรายงานการชันสูตรบาดแผลเอกสารท้ายฟ้องคดีหมายเลขแดงที่ 1095/2528 ของศาลเดียวกันพนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับจำเลยเป็นเงิน 200 บาท ในข้อหาจอดรถในทางเดินรถที่ไม่มีแสงสว่างเพียงพอโดยไม่เปิดไฟ หรือใช้แสงสว่างตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก

พ.ศ. 2522 มาตรา 61, 151นายองอาจ เพิ่มพูนผลได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษในข้อหาขับรถโดยประมาทปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ 1095/2528 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ได้มีการสอบสวนความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 56 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าได้มีการสอบสวนความผิดดังกล่าวไว้แล้ว จึงสันนิษฐานได้ว่าได้มีการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อจำเลยไม่คัดค้านโดยเสนอหรือนำสืบเป็นข้อต่อสู้ไว้ถือว่าไม่มีข้อโต้เถียงกัน หากตามสำนวนไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงว่าการสอบสวนนั้นไม่ชอบ จำเลยเพิ่งมาคัดค้านขึ้นในชั้นอุทธรณ์

ย่อมไม่มีเหตุที่จะวินิจฉัยให้ กรณีถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาดังกล่าวตามฟ้องแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาและแม้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390 เมื่อโจทก์จำเลยได้นำสืบพยานกันมาจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวไปได้เองโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดก่อน ในปัญหาข้อนี้นายองอาจ เพิ่มพูนผล คนขับรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ

คันหมายเลขทะเบียน น.-2824 ขอนแก่น พยานโจทก์เบิกความว่า ขณะขับรถยนต์คันดังกล่าวไปชนรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ คันหมายเลขทะเบียน80-3375 กาญจนบุรี ที่จำเลยขับและจอดทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุนั้นเป็นเวลาประมาณ 19.00 นาฬิกาเศษ ซึ่งมืดแล้ว และไม่ปรากฏว่ามีสัญญาณเป็นแสงไฟจากรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ จำเลยเองก็เบิกความรับว่าได้จอดรถอยู่บนผิวจราจรห่างจากไหล่ถนนด้านซ้ายประมาณฟุตเศษ และอยู่ห่างเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนประมาณ 2 ฟุต ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกบุญเลี้ยง พูนณรงค์พนักงานสอบสวน และแผนที่เกิดเหตุเอกสารหมายจ.9 ที่ร้อยตำรวจเอกบุญเลี้ยงทำขึ้น ส่วนที่จำเลยเบิกความว่าได้เปิดไฟหรี่

ทิ้งไว้ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2527 เวลาประมาณเที่ยงคืน และลืมปิดไฟในตอนรุ่งเช้าของวันที่ 27 ธันวาคม 2527 ทำให้ไฟหมดเป็นเหตุให้ไม่มีสัญญาณไฟในขณะเกิดเหตุนั้น ก็ขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเอกสารหมาย จ.11 เอง ที่ว่าจำเลยไม่ได้สั่งให้นายธานี ชูขำ ซึ่งนั่งรถบรรทุก 10 ล้อมากับจำเลยด้วยเปิดไฟแต่อย่างใด เพียงแต่สั่งให้เฝ้ารถไว้ ทั้งนายธานีพยานจำเลยเองก็เบิกความว่าไม่ได้เปิดไฟรถไว้เพราะไม่มีความรู้เรื่องรถยนต์เลย และที่จำเลยอุทธรณ์ว่าได้นำอ้อยมาผูกติดปักเป็นกองไว้ด้านหน้าและหลังรถข้างละ 2 กอง เพื่อให้รถที่วิ่งมามองเห็นนั้นก็ได้ความจากบันทึกในแผนที่เกิดเหตุและคำเบิกความของนายองอาจว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นทุ่งนา

ไม่มีบ้านคน มืดมากและเป็นถนนเรียบ และจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกบุญเลี้ยงว่า กองอ้อยที่วางไว้นั้นมีลักษณะเห็นได้ไม่ชัดเจนเมื่อขับรถผ่านมาในเวลากลางคืน จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ที่จะจัดการป้องกันมิให้เกิดอันตรายขึ้นแก่ผู้ขับรถมาทางด้านหลังให้สามารถมองเห็นรถยนต์บรรทุกที่จำเลยจอดไว้ในระยะห่างเพียงพอที่ผู้นั้นจะหยุดรถหรือหลบหลีกไปได้แล้ว สำหรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ว่า นายองอาจเคยเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยนี้ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1095/2528 ของศาลชั้นต้นต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยนี้เป็นคดีนี้ ศาลย่อมจะรับฟังคำเบิกความของนายองอาจเพื่อลงโทษจำเลยซึ่งเป็นจำเลยในคดีเดียวกันไม่ได้นั้น

เห็นว่าแม้นายองอาจจะเคยถูกฟ้องร่วมกับจำเลยมาก่อน ศาลก็ได้สั่งแยกฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ต่างหากจากคดีที่นายองอาจถูกฟ้องร่วมกับจำเลย โจทก์จึงอ้างนายองอาจเป็นพยานได้โดยขณะที่นายองอาจเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้นายองอาจมิได้อยู่ในฐานะเป็นจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยจอดรถยนต์บรรทุก 10 ล้อบนทางเดินรถที่เกิดเหตุในเวลากลางคืนเนื่องจากรถชำรุดขัดข้อง ไว้ในทางเดินรถอันเป็นการกีดขวางการจราจรในเวลากลางคืน โดยมิได้เปิดไฟหรือใช้แสงสว่างตามสมควร จนเป็นเหตุให้นายองอาจขับรถยนต์บรรทุกมาชนส่วนกระบะด้านท้ายรถของจำเลย และนายวัฒนาที่โดยสารมาในรถของนายองอาจตกจากรถได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390 แล้ว และเนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

คือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 56, 61 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ใช้กฎหมายบทที่หนักที่สุดลงโทษ จึงต้องลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับจำเลยในความผิดที่มีโทษเบากว่า เพื่อให้ความผิดทุกกรรมรวมทั้งความผิดที่มีโทษหนักกว่าเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 ได้ ดังนั้นแม้พนักงานสอบสวนจะเปรียบเทียบปรับจำเลยไปแล้วตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 61 ซึ่งเป็นความผิดบทเบาที่สุด การเปรียบเทียบนั้นก็ไม่ชอบ คดียังไม่เลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 56, 61 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 24 วัน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ถาวร ตันตราภรณ์ · สหัส สิงหวิริยะ · มงคล เปาอินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2502/2566

กองบังคับการปราบปรามนั้น ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 จึงมีอำนาจสอบสวนคดีได้ทั่วราชอาณาจักรตามกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแต่เพื่อที่จะไม่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12600/2553

การที่จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาเพื่อจะส่งมอบให้แก่สายลับ แต่ยังไม่ทันได้ส่งมอบก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ถือได้ว่าจำเลยลงมือกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7745/2552

คำเบิกความของ ว. และ ส. พยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องซึ่งศาลต้องบันทึกไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง เป็นพยานเอกสารอย่างหนึ่งซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่า จำเลยทั้งสองมีผิดหรือบริสุทธิ์ โจทก์จึงชอบที่จะอ้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 147/2538

ผู้เสียหายเบิกความเป็นขั้นตอนเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผลโอกาสที่ผู้เสียหายจะจำจำเลยที่2และที่3ได้มีอยู่มากและการที่ผู้เสียหายตรงเข้าชกจำเลยที่2และที่3ด้วยความโกรธในทันทีที่พบกันตอนชี้ตัวย่อมแสดงให้เห็นว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3266/2538

ร้อยตำรวจโทอ. และพันตำรวจโทพ.เป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา18วรรคสองและเป็นเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งกรมตำรวจที่1502/2530เรื่องการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจป้องกันปราบปรามการปลอมหนังสือเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้