Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1602/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ช. ตกลงแบ่งที่ดินอันเป็นมรดกของ ก.ให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และ ช.โดยโจทก์จำเลยที่1ที่2และช. ไปยื่นคำขอแบ่งแยกต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จนกระทั่งเจ้าพนักงานได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินออกเป็นส่วนสัด เป็นการระงับข้อพิพาทแห่งกองมรดกที่จะมีขึ้น จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่การที่จำเลยที่ 2 บิดาผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยที่ 3 ผู้เยาว์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแทนจำเลยที่ 3 โดยมิได้รับอนุญาตจากศาลขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546(4) ย่อมตกเป็นโมฆะ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และในกรณีนี้จำนวนทายาทหรือจำนวนทรัพย์มรดกที่จะได้รับส่วนแบ่งย่อมเป็นสิ่งเกี่ยวพันกันไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ ข้อตกลงแบ่งที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และ ช. ดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น โจทก์ไม่มีสิทธิที่อ้างข้อตกลงแบ่งมรดกดังกล่าวมาฟ้องขอแบ่งที่ดินจากจำเลยได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า มารดาโจทก์ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3319 ที่ปลูกบ้านให้นางกาญจนา หงิมเสงี่ยม ต่อมานางกาญจนา หงิมเสงี่ยม ถึงแก่กรรม โจทก์กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกนางกาญจนา หงิมเสงี่ยม ตามคำสั่งศาลจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และนายช้วนบิดาโจทก์เป็นผู้รับมรดกของนางกาญจนาหงิมเสงี่ยม โจทก์ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยที่ 3 และนายช้วนบิดาโจทก์ได้ตกลงแบ่งมรดกของนางกาญจนา หงิมเสงี่ยม ออกเป็นสามส่วนเท่า ๆ กัน โดยให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และนายช้วนบิดาโจทก์ได้คนละส่วน สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 3319 พร้อมบ้านไม้เลขที่ 222 รวม 3 หลังที่ปลูกอยู่นั้นตกลงแบ่งกันเป็น 2 ส่วน โดยให้บ้านไม้หลังใหญ่ 2 หลังพร้อมที่ดินประมาณ 82 ตารางวาเป็นของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ส่วนบ้านไม้หลังเล็กพร้อมที่ดินประมาณ 37 ตารางวาให้ไว้แก่นายช้วนบิดาโจทก์

ต่อมานายช้วนบิดาโจทก์ถึงแก่กรรม โจทก์เป็นผู้รับมรดกของนายช้วนบิดาตามพินัยกรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของนายช้วนบิดาตามคำสั่งศาล เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามที่ตกลงกันออกเป็นส่วนสัด ปักหลักเขตแน่นอนเรียบร้อยและได้เข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว แต่การจดทะเบียนแบ่งแยกไม่อาจดำเนินต่อไปได้ เพราะจำเลยได้ขอให้เจ้าพนักงานรังวัดยกเลิกการรังวัดที่ทำไว้เสร็จแล้วนั้นเสีย โจทก์ได้เตือนให้จำเลยจัดการจดทะเบียนแบ่งแยกแล้ว จำเลยเพิกเฉย เป็นการผิดสัญญาแบ่งมรดก ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3319ต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามที่รังวัดแบ่งแยกไว้เพื่อออกโฉนดใหม่ ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกาญจนา

หงิมเสงี่ยม โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3319 เฉพาะส่วนเนื้อที่ 37 ตารางวา พร้อมบ้านไม้ 1 หลังเลขที่ 222 ให้โจทก์จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ขณะที่นางกาญจนายังมีชีวิตอยู่ได้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 3319 ตอนเหนือให้โจทก์และจำเลยที่ 4 คนละ 15 ตารางวา พร้อมด้วยตึกแถวที่ปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าว เมื่อนางกาญจนาถึงแก่กรรมแล้วโจทก์กับจำเลยที่ 1ซึ่งร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนางกาญจนาได้ตกลงแบ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3319ที่ยังเหลือให้นายช้วนบิดาโจทก์ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 คนละหนึ่งในสามของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3319 ที่ยังเหลืออยู่โดยกำหนดความสำคัญว่าให้แต่ละคนได้ที่ดินด้านทิศตะวันออกซึ่งติดถนนคนละเท่า ๆ กัน ส่วนบ้านหลังเล็กให้เป็นของโจทก์

บ้านหลังใหญ่ 2 หลังให้เป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถ้าบ้านหลังใหญ่ 2 หลังล้ำเข้าไปในเขตที่ดินส่วนแบ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะรื้อส่วนที่ล้ำออก โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดแบ่งแยกแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดแบ่งแยกที่ดินไม่ถูกต้อง โจทก์ได้ที่ดินเกินกว่าหนึ่งในสาม และทางทิศตะวันออกของที่ดินด้านติดถนนโจทก์ได้ทางออกมากกว่าหนึ่งในสาม จำเลยขอให้โจทก์แก้ทำใหม่ให้ถูกต้อง โจทก์ไม่ยินยอม จำเลยจึงไม่ยอมรับรองความถูกต้องของแผนที่ โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับจำเลยให้จดทะเบียนแบ่งแยกเอาที่ดินเป็นของโจทก์มากกว่าที่โจทก์ควรจะได้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดที่ 3319 ในส่วนที่เป็นมรดกของนางกาญจนา

หงิมเสงี่ยมให้โจทก์เป็นเนื้อที่ 37 ตารางวา โดยให้ได้ด้านถนนกว้าง 1 ใน 3 และให้จำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินดังกล่าวพร้อมด้วยบ้านเลขที่ 222 ที่ปลูกอยู่บนที่ดินนี้ให้โจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเพียงประมาณ 37 ตารางวา โดยให้ได้ส่วนกว้างของที่ดินด้านที่ติดถนนเพียง1 ใน 3 ของความกว้างของที่ดินด้านนั้นถูกต้องแล้ว แต่การที่จำเลยที่ 2 ผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ตกลงกับโจทก์และจำเลยอื่นขอให้เจ้าพนักงานรังวัดแบ่งแยกที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของร่วมกันออกเป็นส่วนสัดแทนจำเลยที่ 3 แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนแบ่งแยกนั้น ถือได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของเด็กตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1546 ผู้ใช้อำนาจปกครองจะทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลก่อนคดีไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตจากศาลให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งที่ดินดังกล่าวแต่ประการใดการแบ่งที่ดินดังกล่าวจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 ผู้เยาว์ ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจกระทำการแทนผู้เยาว์ของผู้ใช้อำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1546 เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ไว้แต่แรก ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ว่าข้อตกลงแบ่งที่ดินดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายช้วนตกลงแบ่งที่ดินอันเป็นมรดกของนางกาญจนาให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายช้วน โดยโจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายช้วนไปยื่นคำขอแบ่งแยกต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จนกระทั่งเจ้าพนักงานได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินออกเป็นส่วนสัดนั้น เป็นการระงับข้อพิพาทแห่งกองมรดกที่จะมีขึ้น จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เป็นเด็กอายุ 5 ขวบ อยู่ในความปกครองของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นบิดา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546(4)บัญญัติมิให้ผู้ใช้อำนาจปกครองทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของเด็ก เว้นแต่ศาลจะอนุญาต การที่จำเลยที่ 2 บิดาผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยที่ 3 ผู้เยาว์ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแล้วโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลขัดต่อบทกฎหมายข้างต้นย่อมตกเป็นโมฆะ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ และในกรณีนี้จำนวนทายาทหรือจำนวนทรัพย์มรดกที่จะได้รับส่วนแบ่งย่อมเป็นสิ่งเกี่ยวพันกัน ไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ ข้อตกลงแบ่งที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และนายช้วนดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะอ้างข้อตกลงแบ่งมรดกดังกล่าวมาฟ้อง ขอแบ่งที่ดินจากจำเลยได้พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่เรียกทรัพย์ส่วนแบ่งของตนตามส่วนที่จะพึงได้

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กฤษณ์ โสภิตกุล · สุมิตร ฟักทองพรรณ · ชุบ วีระเวคิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2405/2538

แม้จำเลยมิได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าเช็คพิพาทมีการรวมดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายทบต้นไว้ในเช็คนั้นด้วยจึงเป็นโมฆะทั้งฉบับ ทั้งท้ายคำให้การยังมีคำขอให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของเงินที่เป็นดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะ แ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6271/2558

หนังสือรับสภาพความผิดจำเลยทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าได้นำเงินของโจทก์ไปใช้ส่วนตัวในระหว่างดำรงตำแหน่งเหรัญญิกของโจทก์ และจำเลยยินยอมชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยให้ครบถ้วนภายในวันที่ 1 มิถุนายน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8256/2538

ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยซึ่งคู่ความรับกันแล้วว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 378 ของจำเลยออกทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 15 ของโจทก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3919/2534

จำเลยที่ 7 มิได้ให้การต่อสู้คดีในเรื่องฟ้องเคลือบคลุมไว้เช่นเดียวกับจำเลยอื่นจึงไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์เพราะเป็นข้ออุทธรณ์ที่นอกเหนือคำให้การของตน ทั้งไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเร…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2530 (เลขอ้างอิง 25611)

โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานแรงงานจังหวัดเพื่อขอให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยขอให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชย ต่อมาโ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้