คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3283 พร้อมด้วยห้องแถวโดยซื้อมาจากนางเขียน จำเลยเช่าห้องเลขที่ 128 ประกอบการค้ามาแต่เดิม โจทก์ได้บอกเลิกการเช่ากับจำเลยมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2496 จำเลยไม่ออกไป จึงขอให้ศาลบังคับขับไล่จำเลยและบริวารและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำเลยต่อสู้ว่าเช่าเพื่ออยู่อาศัย ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวแก่จำเลย ๆ จึงยังคงมีสิทธิอยู่ต่อไปตามสัญญาเดิม ฯลฯชั้นพิจารณาก่อนสืบพยาน โจทก์จำเลยรับกันว่าที่ดินและห้องแถวพิพาทเป็นของโจทก์ซื้อจากนางเขียน เมื่อห้องพิพาทเป็นของโจทก์แล้วจำเลยไม่ได้ทำหนังสือเช่าจากโจทก์ จำเลยจดทะเบียนการค้าที่ห้องพิพาทตามสำเนาใบทะเบียนการค้าที่โจทก์อ้างจริง
จำเลยขายน้ำปลาขายข้าวสารและของเบ็ดเตล็ดที่ห้องพิพาทและใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วยแล้วโจทก์จำเลยไม่สืบพยานศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท ฯลฯจำเลยอุทธรณ์หลายข้อมีข้อหนึ่งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่บอกกล่าวจำเลยก่อน ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงในเรื่องบอกกล่าวนี้นอกเหนือพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ฯลฯโจทก์ฎีกาว่าปัญหาที่ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวแล้วหรือไม่นั้นในคำฟ้องของโจทก์มีว่าได้บอกกล่าวให้จำเลยออกจากห้องพิพาทตั้งแต่เดือนเมษายน 2496 และปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาเห็นว่าเกี่ยวกับการบอกกล่าวตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นจำเลยมิได้รับตามคำฟ้อง จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ความในเรื่องบอกกล่าวดังที่อ้างมานั้น
โจทก์จึงจะมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย เมื่อโจทก์ไม่สืบ ศาลก็ต้องยกฟ้องของโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นกลับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยออกห้องพิพาทก่อนฟ้องแล้ว จึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงเรื่องการบอกกล่าวนอกพยานหลักฐานในสำนวน ข้ออุทธรณ์ของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ได้
ศาลฎีกาวินิจฉัย
อนึ่งโจทก์ก็มิได้คัดค้านในชั้นอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในเรื่องบอกกล่าวนี้
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน