คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โดยระบุภูมิลำเนาของจำเลยตามที่จำเลยระบุไว้ในคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1295/2542 ของศาลชั้นต้น และคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 140/2545ของศาลชั้นต้น เอกสารหมาย จ.5 คดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยเรื่อง เช่าทรัพย์ ขับไล่ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 140/2545 ของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาชี้ขาดแล้วว่า จำเลยซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าสัญญาเช่าเป็นโมฆะโดยอาศัยข้อเท็จจริงในเรื่องการเช่าทรัพย์พิพาทรายเดียวกัน และข้ออ้างอันเป็นเหตุว่าจำเลยคดีนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและสัญญาเช่าเป็นโมฆะ
ต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์เช่นเดียวกับที่ได้มีคำพิพากษาชี้ขาดไปแล้วในคดีก่อน การที่ศาลในคดีนี้จะสั่งคืนหรือริบเงินมัดจำหรือไม่นั้น ศาลต้องพิจารณาเกี่ยวกับสัญญาเช่าพิพาทดังกล่าวเท่ากับโจทก์คดีนี้ขอให้ศาลพิพากษาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แม้โจทก์คดีนี้จะฟ้องก่อนที่ศาลจะได้วินิจฉัยคดีก่อนก็ตาม เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาชี้ขาดคดีก่อนแล้ว และคดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ กรณีก็ตกอยู่ในบังคับมาตรา 144 ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "
ศาลฎีกาวินิจฉัย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาเช่าคดีนี้กับสัญญาเช่าในคดีก่อน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 140/2545 ของศาลชั้นต้น เป็นสัญญาเช่าฉบับเดียวกันเฉพาะสัญญาเช่าตามฟ้องคดีนี้ฉบับที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 สัญญาเช่าฉบับที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนด 7 ปี 4 ปีและ 7 ปี ตามลำดับ แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ส่วนที่เกินกำหนด 3 ปีจึงตกเป็นโมฆะ ในคดีก่อนศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ข้อหนึ่งว่า จำเลย(โจทก์คดีนี้) ผิดสัญญาหรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์คดีนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เป็นการวินิจฉัยเฉพาะสัญญาเช่าส่วนที่ชอบด้วยกฎหมาย
คือส่วนที่ไม่เกินกำหนด 3 ปี โดยไม่ได้วินิจฉัยว่า สัญญาเช่าส่วนที่เกินกำหนด 3 ปี ใช้บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ว่า สัญญาเช่าทั้งหมดตกเป็นโมฆะและจำเลยต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เห็นว่า คดีนี้กับคดีก่อนโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความรายเดียวกันทรัพย์สินที่ทำสัญญาเช่าทั้งสองคดีเป็นทรัพย์สินเดียวกันคือ ตึกแถวเลขที่ 167/2-4 และหอพักซึ่งตั้งอยู่บนตึกแถวเลขที่ 167/2-4 โดยทำสัญญาเช่ากันมีกำหนด 7 ปี เมื่อจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนฟ้องขับไล่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนว่า สัญญาเช่าซึ่งทำกันไว้มีกำหนด 7 ปี ใช้บังคับได้เพียง 3 ปี โจทก์คดีนี้ผิดสัญญาเช่าเพราะผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า
สัญญาเช่าทั้งหมดเป็นอันเลิกกันแล้ว ขอให้ขับไล่โจทก์คดีนี้และบริวารออกจากทรัพย์สินที่เช่า โจทก์คดีนี้ก็ให้การต่อสู้ในคดีก่อนว่าได้นำเงินเข้าบัญชีธนาคารเป็นการชำระค่าเช่าตลอดมา ไม่เคยติดค้างค่าเช่า ขอให้ยกฟ้องตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.5 เป็นการต่อสู้คดีว่า โจทก์คดีนี้มิได้ผิดสัญญาเช่าและยังมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าโดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่าที่ทำขึ้นต่อกัน การที่โจทก์คดีนี้ฟ้องว่า สัญญาเช่าทั้งหมดตกเป็นโมฆะ ย่อมเป็นการขัดกับคำให้การของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อน และเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทั้งคำฟ้องคดีนี้ก็เป็นเรื่องที่ให้ศาลวินิจฉัยเกี่ยวกับสัญญาเช่าในทรัพย์สินเดียวกับคดีก่อน อันเป็นการที่สืบเนื่องมาจากประเด็นเดียวกันกับที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้วในคดีก่อน
ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แม้ว่าโจทก์จะฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นในคดีก่อนได้พิจารณาชี้ขาดแล้ว กรณีตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 144 เช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน