Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3249/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยทำสัญญาเช่าที่พิพาทจากเจ้าของเดิมเมื่อวันที่4 มีนาคม 2508 มีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2525เป็นต้นไปนั้น ถือว่าเป็นสัญญาเช่าที่มีเงื่อนเวลาเริ่มต้น เมื่อได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้แม้โจทก์รับโอนที่พิพาทมาก่อนถึงกำหนดวันเริ่มต้นแห่งสัญญาเช่าก็ต้องรับมาทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท

จำเลยให้การว่า เช่าที่พิพาทจากเจ้าของเดิม สัญญาเช่ายังไม่หมดอายุศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่5237 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสถานีบริการเติมน้ำมันที่พิพาทนี้เดิมมีนายสมศักดิ์ เลาหะกุลไพศาล เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2508 นายสมศักดิ์ได้ทำหนังสือสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้จำเลยเป็นผู้เช่าที่พิพาทมีกำหนด 10 ปีนับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2525เป็นต้นไป ครั้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2522 นายสมศักดิ์ได้จดทะเบียนขายที่พิพาทให้นายวรการ ฮุนสวัสดิ์กุลแล้วโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ซื้อที่พิพาทต่อจากนายวรการโดยจดทะเบียนซื้อขายเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2523 ครั้นเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2527 จำเลยได้มอบให้นายชาญชัย ไตรเดช เป็นผู้เข้าทำธุรกิจในที่พิพาทโดยการแนะนำของโจทก์ทั้งสอง และนายชาญชัยได้ทำธุรกิจในที่พิพาทตลอดมาจนถึงวันฟ้อง

ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่าสัญญาตามเอกสารท้ายฟ้องไม่ใช่สัญญาเช่าเป็นเพียงแต่คำมั่นจะให้เช่าหรือสัญญาจะให้เช่า เมื่อนายสมศักดิ์ผู้ให้คำมั่นได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทให้บุคคลภายนอกไปก่อนจะถึงกำหนดวันที่คำมั่นมีผลบังคับคำมั่นหรือสัญญาท้ายฟ้องดังกล่าวจึงไม่ผูกกับบุคคลภายนอกถือว่าสิ้นผลตั้งแต่วันที่นายสมศักดิ์จดทะเบียนโอนขายที่พิพาทให้นายวรการ เมื่อนายวรการจดทะเบียนโอนขายต่อให้โจทก์ทั้งสองคำมั่นหรือสัญญาตามเอกสารท้ายฟ้องจึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสองด้วย โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการเช่าได้นั้น เห็นว่า สัญญาตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ลงวันที่ 4มีนาคม 2508 ระบุไว้ชัดเจนว่า หนังสือสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อกิจการค้าน้ำมัน

มีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ 1ธันวาคม 2525 กำหนดค่าเช่าจำนวน 98,000 บาท สัญญามีข้อความชัดเจนเช่นนี้จึงเป็นสัญญาเช่าที่มีเงื่อนเวลาเริ่มต้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 ประกอบมาตรา 153วรรคแรก เป็นสัญญาเช่าที่สมบูรณ์ ทั้งได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว จึงใช้บังคับได้ มีผลผูกพันนายสมศักดิ์เลาหะกุลไพศาลเจ้าของที่พิพาท ต้องให้จำเลยเช่าตามสัญญาโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2525 เป็นต้นไป จนกว่าจะครบกำหนด 10 ปี โจทก์จะโต้เถียงว่า สัญญาดังกล่าวเป็นเพียงคำมั่นว่าจะให้จำเลยเช่าที่พิพาทหรือเป็นเพียงสัญญาจะให้เช่าเพราะผู้เช่าคือจำเลยยังมิได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่านั้นฟังไม่ขึ้น

เพราะสัญญาเช่านี้เป็นสัญญาที่มีเงื่อนเวลาเริ่มต้น ตราบใดที่ยังไม่ถึงเวลาเริ่มต้นในสัญญาจำเลยก็ยังไม่มีสิทธิทวงถามให้ผู้ให้เช่าส่งมอบที่พิพาทที่ให้เช่าให้จำเลยได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ได้ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 บัญญัติว่า อันสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ย่อมไม่ระงับไป เพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินซึ่งให้เช่า ผู้รับโอนย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่านั้นด้วย ดังนั้น เมื่อนายสมศักดิ์เลาหะกุลไพศาล โอนขายที่พิพาทที่ให้จำเลยเช่าแก่นายวรการฮุนสวัสดิ์กุล นายวรการ ฮุนสวัสดิ์กุล ย่อมรับเอาหน้าที่ที่จะต้องให้จำเลยเช่าที่พิพาทตามสัญญาเช่าดังกล่าว และเมื่อนายวรการ ฮุนสวัสดิ์กุล

โอนขายที่พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองก่อนถึงกำหนดวันเริ่มต้นแห่งสัญญาเช่าดังกล่าว โจทก์ทั้งสองผู้รับโอนย่อมรับเอาหน้าที่ที่จะต้องให้จำเลยเช่าที่พิพาทตามสัญญาดังกล่าวด้วย ทั้งปรากฏตามคำรับของโจทก์ทั้งสองว่า ขณะรับโอนที่พิพาทนั้น โจทก์ทั้งสองก็ทราบอยู่แล้วว่ามีสัญญาเช่าดังกล่าวโจทก์ทั้งสองจึงต้องผูกพันให้จำเลยได้เช่าที่พิพาทตามสัญญาเช่าดังกล่าว ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการเช่าที่พิพาทและขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากที่พิพาทได้ ทั้งนายชาญชัย ไตรเดช ที่เข้าไปดำเนินกิจการค้าน้ำมันในที่พิพาทก็โดยคำแนะนำของโจทก์ทั้งสองเอง ไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้อง ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระชัย สูตรสุวรรณ · สุพจน์ นาถะพินธุ · วิศิษฏ์ ลิมานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2940/2526

ในการกำหนดประเด็นข้อพิพาท ศาลย่อมคำนึงว่าข้ออ้างข้อเถียงที่จะกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทจะต้องมีผลกระทบกระเทือนถึงผลแห่งคดี ถ้าข้อโต้เถียงใดไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงผลแห่งคดี ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะกำหนดเป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4260/2550

เดิมที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของ ท. ต่อมาผู้จัดการมรดกของ ท. ได้ทำสัญญาให้ ธ. เช่าที่ดินมีกำหนด 20 ปี การที่ ธ. ปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดิน จึงไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 โจทก์ซื้อที่ดิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4809/2548

จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะสำเนาหนังสือสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้อง มีข้อความบางตอนบางส่วนขาดหายไปตารางต่อท้ายสัญญาเช่าไม่ชัดเจน ไม่อาจอ่านข้อความในสัญญาได้ทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1658/2546

คดีก่อนจำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ว่าสัญญาเช่าที่ทำกันไว้ 7 ปี ใช้บังคับได้เพียง 3 ปีและโจทก์ผิดสัญญาเช่าเพราะไม่ชำระค่าเช่าสัญญาเช่าจึงเป็นอันเลิกกัน โจทก์ให้การว่ามิได้ผิดสัญญาเช่า ขอให้ยกฟ้อง การที่โจทก์ฟ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 602/2541

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2ต่างเป็นทายาทของ อ.เจ้ามรดกก่อนอ.ถึงแก่กรรมได้เช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 3 แล้วมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ ปลูกบ้านอยู่อาศัยและทำประโยชน์โดยโจทก์ทำสวนผลไม้ตลอด…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้