Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1902/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยจ้างให้โจทก์ทำงานจนกว่า จำเลยจะหาคนทำงานแทนโจทก์ได้ เป็นเวลากว่า 3 ปี จำเลยจึงหาคนมาทำงานแทนโจทก์ได้ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ ดังนี้ โจทก์มิได้ตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งสำเร็จให้แก่จำเลย และจำเลยจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น หากแต่เป็นเรื่องโจทก์ตกลงทำงานให้แก่จำเลยผู้เป็นนายจ้าง ในหน้าที่ซึ่งจำเลยมอบให้ และจำเลยตกลงจะให้สินจ้างเป็นแรงงาน หาใช่สัญญาจ้างทำของไม่ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ฯ ข้อ 45 ประกอบด้วย ข้อ 10 และข้อ 32 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ไม่น้อยกว่าปีละ 6 วัน และนายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้าสะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปี ไปรวมหยุดในปีอื่นก็ได้ เมื่อนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างประจำโดยลูกจ้างไม่มีความผิด นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน แม้ตามสภาพของงานโจทก์ต้องไปทำงานให้จำเลยสัปดาห์ละเพียง 2 หรือ 3 วัน ก็ไม่มีกฎหมายหรือประกาศกระทรวงมหาดไทย กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่าลูกจ้างไม่มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีอีก และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กำหนดล่วงหน้าให้วันใดในแต่ละสัปดาห์เป็นวันทำงานซึ่งโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างมีสิทธิหยุดพักผ่อน ฉะนั้น จึงจะถือว่านอกจากเวลาทำงานสัปดาห์ละ 2-3 วัน แล้วนอกนั้นเป็นวันหยุดของโจทก์ทั้งสิ้นย่อมไม่ถูกต้อง การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยได้ทำงานให้จำลยมาเป็นเวลากว่า 3 ปี โดยไม่เคยหยุดพักผ่อนประจำปีเลย จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีละ 6 วัน รวม 18 วัน เมื่อจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่เป็นนายจ้างซึ่งต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล และไม่ปรากฏเหตุที่จะต้องรับเป็นส่วนตัวต่อโจทก์ด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์และข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ศาลฎีกายกขึ้นอ้างได้เอง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 75 ป.พ.พ. มาตรา 575 ป.พ.พ. มาตรา 820 ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 10 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 72 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 45

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้บอกเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทำผิดแต่อย่างใด และมิได้บอกกล่าวการเลิกจ้างให้โจทก์ทราบล่วงหน้า โจทก์ทำงานติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า ๓ ปี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑,๔๐๐ บาท และโจทก์มิได้ลาหยุดพักผ่อนประจำปีเลย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ ๘,๔๐๐ บาท ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๑,๖๘๐ บาท ค่าเสียหายเนื่องจากมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า๑ เดือน ๑,๔๐๐ บาท ค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ตามมาตรา ๔๙ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ ๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๖,๔๘๐ บาท ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ด้วย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยตกลงกับโจทก์ขอให้โจทก์ทำงานเป็นการชั่วคราวจนกว่าจำเลยจะหาคนทำงานแทนโจทก์ได้ หากมีคนทำงานแทนได้ก็เป็นอันเลิกจ้าง การปฏิบัติงานไม่จำเป็นต้องมาทุกวัน เดือนหนึ่ง ๆ อาจมาทำงานเพียงวันหรือสองวันก็ได้ ไม่ต้องทำงานในเวลาราชการ เพราะโจทก์เป็นลูกจ้างได้รับเงินเดือนประจำ ณ ที่อื่นอยู่แล้ว เพื่อเป็นสินน้ำใจในการทำงานจำเลยจึงให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์เดือนละ ๑,๔๐๐ บาท เมื่อจำเลยหาคนงานมาทำงานแทนโจทก์ได้แล้ว จำเลยจึงได้เลิกจ้างโจทก์ โจทก์มิใช่ลูกจ้างประจำ จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายเงินตามที่โจทก์เรียกร้องมาในฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดพิจารณา ศาลแรงงานกลางสอบโจทก์ โจทก์แถลงว่า ที่เรียกค่าเสียหาย

เนื่องจากถูกเลิกจ้างโดยเหตุไม่เป็นธรรมนั้น หมายถึงถูกเลิกจ้างโดยไม่มีสาเหตุอะไร และคู่ความแถลงรับกันว่า โจทก์ไม่ต้องไปทำงาน ให้จำเลยทุกวัน ตามสภาพของงานอาจทำอาทิตย์ละ ๒ หรือ ๓ วัน ศาลแรงงานกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว สั่งงดสืบพยาน แล้วินิจฉัยว่า โจทก์ทำเป็นลูกจ้างประจำของจำเลย โจทก์ทำงานติดต่อกันมาเป็นเวลา กว่า ๓ ปี แล้วถูกเลิกจ้างโดยไม่มีสาเหตุ จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย ๑๘๐ วัน และจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา มาตรา ๕๘๒ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างอีก ๑ เดือน สำหรับค่าทำงานในวันหยุดประจำปีนั้น ตามสภาพของงาน โจทก์ทำงานเพียงสัปดาห์ ละ ๒ - ๓ วัน

เท่านั้น จึงเป็นงานที่ต้องทำเมื่อเกิดความจำเป็น จึงอาจทำงานในวันหยุดด้วย นอกจากเวลาทำงานสัปดาห์ละ ๒ -๓ วันแล้ว นอกนั้นก็เป็นวันหยุด ของโจทก์ทั้งสิ้น โจทก์จะมาเรียกร้องค่าทำงานในวันหยุดอีกไม่ได้ ส่วนค่าเสียหาย ๕,๐๐๐ บาท เนื่องจากโจทก์อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมตามมาตรา ๔๙ แพ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานนั้น ตาม ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๖ นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเมื่อใดก็ได้โดยไม่ต้องมีสาเหตุอะไร แต่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่กำหนดไว้ การเลิกจ้างโดยไม่มีสาเหตุอะไรนั้น จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ และศาลก็ได้กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แล้ว กรณีไม่เข้ามาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน

ฯ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายในส่วนนี้ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๖ เดือน เป็นเงิน ๘,๔๐๐ บาท ค่าจ้างสำหรับการที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าว่าจะเลิกสัญญา มีกำหนด ๑ เดือน เป็นเงิน ๑,๔๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๙,๘๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่เลิกจ้าง เป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเงินต้นเสร็จ คำขออื่นให้ยกเสีย โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า ถึงหากจะถือว่าประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มุ่งหมายจะให้บังคับใช้แก่การจ้างแรงงาน ไม่ใช้แก่การจ้างทำของด้วย แต่การที่จำเลยจ้างให้โจทก์ทำหน้าที่ควบคุมดูแลห้องแล๊บฯ จนกว่า จำเลยจะหาคนทำงานงานแทนโจทก์ได้แล้ว จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่า โจทก์มิได้ตกลงรับทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่จำเลยและจำเลยจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น หากแต่เป็นเรื่องโจทก์ตกลงทำงาน ให้แก่จำเลยผู้เป็นนายจ้าง ในหน้าที่ซึ่งจำเลยมอบให้ และจำเลยตกลงจะให้สินจ้างเป็นรายเดือน ตลอดเวลาที่โจทก์ทำงานให้ ลักษณะของสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นสัญญาจ้างแรงงาน

หาใช่สัญญาจ้างทำของดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๕ มีความว่า ถ้านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างประจำโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามข้อ ๔๗ ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ส่วนที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามข้อ ๑๐ และข้อ ๑๒ ด้วย ข้อ ๑๐ วรรคแรกมีความว่า ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ ๑ ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ไม่น้อยกว่าปีละ ๖ วัน ทำงาน โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดล่วงหน้าให้ วรรคสองมีความว่า นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้าสะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปี ไปรวมหยุดในปีอื่นก็ได้ ข้อ ๓๒ มีความว่า ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างประจำเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานสำหรับวันหยุดต่อไปนี้......

ฯลฯ .... (๓) วันหยุดพักผ่อนประจำปี แม้ตามสภาพของงานโจทก์ต้องไปทำงานให้จำเลยสัปดาห์ละเพียง ๒ หรือ ๓ วัน แต่ไม่มีกฎหมายหรือประกาศกระทรวงมหาดไทย กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่า ที่ใดว่า ในกรณีที่จ้างลูกจ้างประจำให้ทำงานสัปดาห์ละไม่เกิน ๓ วันเช่นนี้ ลูกจ้างไม่มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีอีก และการจ้างแรงงานระหว่างจำเลยกับโจทก์นี้ ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กำหนดล่วงหน้าให้วันใดในแต่ละสัปดาห์เป็นวันทำงานซึ่งโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างมีสิทธิหยุดพักผ่อน ที่ศาลแรงงานกลางถือว่า นอกจากเวลาทำงานสัปดาห์ละ ๒-๓ วัน แล้วนอกนั้นเป็นวันหยุดของโจทก์ทั้งสิ้นย่อมไม่ถูกต้อง ดังนั้น การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยได้ทำงานให้จำเลยมาเป็นเวลา๓ ปีกว่า โดยไม่เคยหยุดพักผ่อนประจำปีเลย จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีละ ๖ วัน รวม ๑๘ วัน เป็นเงิน ๘๔๐ บาท

อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินให้โจทก์ด้วย นั้นยังเป็นการคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะจำเลยที่ ๑ เท่านั้นที่เป็นนายจ้างซึ่งต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคล (ดังที่โจทก์กล่าวในฟ้อง) ไม่ปรากฏเหตุที่จะต้องรับเป็นส่วนตัวต่อโจทก์ด้วย และข้อหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ศาลฎีกายกขึ้นอ้างได้เอง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๘๐ วัน เป็นเงิน ๘,๔๐๐ บาท ค่าจ้างสำหรับการที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ว่าจะเลิกสัญญา ๑ เดือนเป็นเงิน ๑,๔๐๐ บาท และค่าจ้างสำหรับการทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๑๘ วัน เป็นเงิน ๘๔๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๐,๖๔๐ บาทให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จากเงินต้นดังกล่าว ในอัตราร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้าง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ นอกจากที่แก้นี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป ชุ่มวัฒนะ · ภิญโญ ธีรนิติ · สมบูรณ์ บุญภินนท์
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุลศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2540

จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 312/2534

คำให้การของจำเลยที่ว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีใครเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องเป็นลายมือชื่อขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2022/2528

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 5 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุจำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 225/2504

ในช่องคู่ความในฟ้องใส่ว่า วัดเป็นจำเลยที่ 1 ในคำบรรยายฟ้องมีความรวมๆ ว่าจำเลยจ้างเหมาโจทก์ โดยมิได้บรรยายว่าวัดซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นได้ทำสัญญาว่าจ้างโดยใครเป็นผู้แทน คำฟ้องเช่นนี้ถือว่าโจทก์ได้ฟ้องวัด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1433/2563

โจทก์ไม่ได้ตกลงโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยร่วมเนื่องจากจำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จะขายจึงมีหน้าท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้