คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ถึงวันนัดสืบพยานจำเลยศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่าตามข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทต่อไปเพราะถึงแม้จะฟังว่าสัญญาที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือเป็นสัญญาขายฝากก็ตาม กรรมสิทธิ์ย่อมตกเป็นของโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทต่อไปพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวพิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่เดือนกันยายน 2526 จนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถว
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'เห็นว่าคดีนี้จำเลยให้การว่าการซื้อขายที่ดินและตึกแถวรายพิพาทความจริงโจทก์จำเลยตกลงจะทำนิติกรรมขายฝากกัน แต่โจทก์ให้จดทะเบียนเป็นสัญญาซื้อขายไว้เท่ากับยกข้อต่อสู้ว่าสัญญาซื้อขายเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาขายฝากเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญาซื้อขายเกิดจากเจตนาลวงของคู่กรณีโดยคู่กรณีมีเจตนาแท้จริงที่จะทำสัญญาขายฝากกัน หากเป็นความจริงดังจำเลยอ้างสัญญาซื้อขายก็ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 ใช้บังคับไม่ได้ เมื่อสัญญาซื้อขายใช้บังคับไม่ได้ โจทก์ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทตามสัญญาซื้อขายส่วนโจทก์จะได้กรรมสิทธิ์และมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยตามสัญญาขายฝากหรือไม่ เป็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาในภายหลัง คดีจำเป็นต้องฟังพยานต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น'
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่