คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ให้โจทก์โดยรับผิดชำระจากทรัพย์มรดกของนายสมศักดิ์เท่านั้น ระหว่างบังคับคดี ศาลชั้นต้นได้หมายเรียกจำเลยที่ ๑ และนางจุฑาทิพย์ มาให้ถ้อยคำเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายสมศักดิ์ เจ้ามรดก ได้ความว่านางจุฑาทิพย์เช่าร้านขายอาหารอันเป็นทรัพย์มรดกของนายสมศักดิ์จากจำเลยที่ ๑ ค่าเช่าปีละ ๑๘๐,๐๐๐ บาท สำหรับปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๒๕ นางจุฑาทิพย์ได้ออกเช็คชำระค่าเช่า ๒ ฉบับ ฉบับแรกสั่งจ่ายเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ฉบับที่ ๒ สั่งจ่ายเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท ลงวันที่ล่วงหน้าห่างกัน ๒ เดือน เช็คฉบับแรกรับเงินไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนฉบับที่ ๒ ถึงกำหนดสั่งจ่ายวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๒๕ นั้น
นายสุพจน์ผู้ทรงได้นำไปขึ้นเงินจากธนาคารผู้จ่ายเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๒๕ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งอายัดเงินดังกล่าวให้นางจุฑาทิพย์ทราบ และให้นำเงินค่าเช่าดังกล่าวมาส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน ๑๐ วัน นางจุฑาทิพย์ได้รับหนังสืออายัดเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๒๕ แต่นางจุฑาทิพย์มิได้ปฏิบัติตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้มีหนังสือเตือนไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๒๕ นางจุฑาทิพย์จึงได้แถลงข้อขัดข้องว่าไม่อาจส่งเงินจำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท ตามที่อายัดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้เพราะเช็คที่ได้สั่งจ่ายให้จำเลยที่ ๑ นั้นได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้ขอให้ศาลชั้นต้นออหมายบังคับคดีแก่นางจุฑาทิพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑๒ ศาลชั้นต้นสั่งว่าจะออกหมายบังคับคดีบังคับนางจุฑาทิพย์ให้ชำระหนี้ค่าเช่าประจำปี พ.ศ. ๒๕๒๕ อีกไม่ได้
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า นางจุฑาทิพย์ อุดมพัฒน์ ได้ชำระหนี้ด้วยเช็คฉบับที่ ๒ จำนวนเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท ให้นางสุขสม รัตนสันติ จำเลยไปตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๒๕ ก่อนที่นางจุฑาทิพย์จะได้รับแจ้งคำสั่งอายัดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๒๕ แม้จะเป็นการชำระหนี้ด้วยเช็คลงวันที่ล่วงหน้าก็ตาม แต่เช็คเป็นตราสารเปลี่ยนมือได้ และนางสุขสม รัตนสันติ ก็ได้โอนเช็คดังกล่าวให้นายสุพจน์วิชญวิเชียร ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไปแล้ว เมื่อเช็คถึงกำหนด นายสุพจน์ก็ได้นำเช็คไปขึ้นเงินต่อธนาคารผู้จ่าย แต่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เพราะเช็คดังกล่าวถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ซึ่งนางจุฑาทิพย์จะต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คให้นายสุพจน์อยู่
แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ วรรคท้าย จะบัญญัติว่า การชำระหนี้ด้วยสลักหลังตั๋วเงิน หนี้จะระงับสิ้นไปต่อเมื่อตั๋วเงินได้ใช้เงินแล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่นายสุพจน์ผู้ทรงเช็คจะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่นางจุฑาทิพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่นางจุฑาทิพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๑๒ วรรคสอง ไม่ได้
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน