Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2019/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย จำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ได้กล่าวอ้างว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยจึงไม่เป็นการกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ แม้ว่าจำเลยร่วมจะได้ยื่นคำร้องสอดอ้างว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยร่วมกับสามีก็ตาม แต่จำเลยร่วมขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(2) ซึ่งตามมาตรา 58 วรรคสอง ห้ามมิให้ผู้ร้องสอดใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายซึ่งตนเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมในชั้นพิจารณาเมื่อตนร้องสอด และห้ามมิให้ใช้สิทธิเช่นว่านั้นในทางที่ขัดกับสิทธิของโจทก์หรือจำเลยเดิมดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องต่อสู้คดีด้วยข้อต่อสู้ของจำเลย ที่ว่าที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งเป็นข้อต่อสู้ที่มิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ แม้ข้อเท็จจริงตามสำนวนจะไม่ปรากฏว่าที่พิพาทอาจให้เช่าในขณะยื่นคำฟ้องเกินเดือนละ 5,000 บาทหรือไม่ แต่ที่พิพาทมิได้ตั้งอยู่ในทำเลการค้าอันจะทำให้ค่าเช่าที่ดินสูงเป็นพิเศษ และจำเลยใช้ที่พิพาทปลูกบ้านอยู่อาศัยมีเนื้อที่เพียงเล็กน้อย ที่พิพาทจึงอาจให้เช่าในขณะยื่นคำฟ้องได้ไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคสอง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งเจ็ดสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนถัดไปว่า จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 7 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องทั้งเจ็ดสำนวนมีใจความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน 1 แปลงอยู่ที่ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร โดยซื้อจากผู้มีชื่อและครอบครองโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า10 ปีแล้ว ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2521 โจทก์ได้ร้องขอออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นโฉนดเลขที่ 8848 เมื่อประมาณ 9 หรือ 10 ปีก่อนฟ้อง จำเลยทั้งเจ็ดได้ขออาศัยที่ดินดังกล่าวบางส่วนทางด้านทิศตะวันออกปลูกบ้านอาศัยอยู่โดยไม่มีกำหนดเวลา ต่อมาโจทก์ต้องการใช้ที่ดินเพื่อทำกิจการของโจทก์ จึงบอกกล่าวให้จำเลยทั้งเจ็ดรื้อถอนออกไป แต่จำเลยทั้งเจ็ดไม่ยอมออกไป ขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยทั้งเจ็ดและให้รื้อถอนบ้านที่จำเลยทั้งเจ็ดปลูกอยู่ กับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์จำเลยทั้งเจ็ดให้การและแก้ไขคำให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่พิพาทมิใช่เป็นของโจทก์โจทก์ไม่เคยเข้ายึดถือครอบครองที่พิพาท และจำเลยทั้งเจ็ดไม่ได้ขออาศัยที่ดินของโจทก์อยู่ ที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นลำบางและที่ชายตลิ่ง โดยปกติน้ำขึ้นน้ำลงจะท่วมถึงทุกวันมีสภาพเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน

จำเลยทั้งเจ็ดได้เข้าครอบครองที่พิพาทโดยการปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นเวลาติดต่อกัน10 ปีเศษแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ก่อนสืบพยานโจทก์ นางสายหยุด แก้วผึ้งยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 7 และก่อนสืบพยานจำเลยจำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม นายสำเริง ฉายศรี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งเจ็ดให้จำเลยทั้งเจ็ดอาศัยโดยไม่มีกำหนดเวลาโจทก์ทั้งเจ็ดต้องการใช้ที่พิพาท จึงฟ้องขับไล่จำเลยทั้งเจ็ดให้รื้อบ้านออกจากที่พิพาท จำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นกรณีโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขับไล่จำเลยทั้งเจ็ดให้ออกจากอสังหาริมทรัพย์เมื่อจำเลยทั้งเจ็ดไม่ได้กล่าวอ้างว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยทั้งเจ็ดจึงไม่เป็นการกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์แม้ว่านางสายหยุดแก้วผึ้ง จำเลยร่วมในสำนวนที่เจ็ดจะได้ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วมในสำนวนดังกล่าว โดยอ้างว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยร่วมกับนายแก้วสามีก็ตาม แต่จำเลยร่วมได้ขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 58 วรรคสอง

บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ร้องสอดที่ได้เป็นคู่ความตามอนุมาตรา (2) แห่งมาตราก่อน ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายซึ่งตนเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมในชั้นพิจารณาเมื่อตนร้องสอดและห้ามมิให้ใช้สิทธิเช่นว่านั้นในทางที่ขัดกับสิทธิของโจทก์หรือจำเลยเดิม" ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต่อสู้คดีด้วยข้อต่อสู้ของจำเลยเดิมคือ ต่อสู้ว่าที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงต่อสู้โดยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์แม้ข้อเท็จจริงตามสำนวนจะไม่ปรากฏว่าที่พิพาทอาจให้เช่าในขณะยื่นคำฟ้องเกินเดือนละ 5,000 บาท หรือไม่ แต่ที่พิพาทมิได้ตั้งอยู่ในทำเลการค้าอันจะทำให้ค่าเช่าที่ดินสูงเป็นพิเศษและจำเลยทั้งเจ็ดใช้ที่พิพาทปลูกบ้านอยู่อาศัยแต่ละแปลงมีเนื้อที่เพียงเล็กน้อย

เห็นได้ว่าที่พิพาทแต่ละแปลงอาจให้เช่าในขณะยื่นคำฟ้องได้ไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า มีอำนาจฟ้องเพราะที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งเจ็ดจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดไว้ จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฎีกาโจทก์ทั้งเจ็ด คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวน ส่วนค่าทนายความให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวิทย์ ธีรพงษ์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · อุไร คังคะเกตุ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 660/2490

ในกรณีที่เป็นผัวเมียตามกฎหมายเก่า เมื่อไม่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายมีสินเดิม ก็ต้องแบ่งสินสมรสให้แก่สามี 2 ส่วน ภรรยา 1 ส่วน ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยปกครองมฤดกแทนโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในข้อที่ไม่มีทรัพย์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2628/2562

ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จะต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม แต่กรณีที่จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามโดยอ้างว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6627/2560

คดีนี้จำเลยร่วมทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของตน ประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองจึงไม่มี เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของบุคคลอื่น ไม่ใช่ที่ดินของตนเอง ฎีกาของจำเลยและจำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2558 (เลขอ้างอิง 590204)

จำเลยร่วมถูกหมายเรียกเข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 อาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนอันเป็นกรณีร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ซึ่งตามมาตร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้