คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2514 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์7,500 บาท ยอมให้ดอกเบี้ยชั่งละหนึ่งบาทต่อเดือน กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 5 ตุลาคม 2515 ถึงกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระเงินที่กู้และค้างดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2514 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 ปีเศษ โจทก์ขอคิดเอาเพียง 5 ปี เป็นเงิน 5,625 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างจำเลยให้การว่าได้กู้เงินโจทก์เพียง 1,300 บาท แต่โจทก์ลงในสัญญากู้ 7,500 บาท และโจทก์เรียกดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 บาทต่อสัปดาห์ ซึ่งเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นโมฆะ จำเลยได้ชำระให้โจทก์ไปแล้ว 3,000 บาทเศษจำเลยได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อคณะปฏิวัติ โจทก์ได้ยอมรับชำระหนี้ตามความเป็นจริง
สัญญากู้จึงระงับแล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไปเพียง 1,300 บาท ยังไม่ชำระคืนโจทก์เรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อสัปดาห์ เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นโมฆะ พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,300 บาทแก่โจทก์ คำขอนอกนั้นยกโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ตามฎีกาโจทก์คดีมีปัญหาสู่ศาลฎีกาวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดได้ตั้งแต่วันใด เห็นว่าดอกเบี้ยที่โจทก์คิดและเรียกร้องในอัตราร้อยละ 2.50 บาทต่อสัปดาห์เป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอันตราตามที่กฎหมายกำหนด
โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ย อันตกเป็นโมฆะนี้ได้ตั้งแต่วันทำสัญญา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไปจริง 1,300 บาท และยังไม่ได้ชำระ ตามสัญญากู้ได้ระบุกำหนดวันชำระหนี้เงินกู้คืนภายในวันที่ 5 ตุลาคม 2515 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดตามข้อตกลงที่ระบุไว้ จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดแต่นั้นเป็นต้นมา โจทก์ชอบที่จะได้รับดอกเบี้ยในหนี้เงินจำนวนดังกล่าวแต่วันผิดนัดคือตั้งแต่วันถัดจากวันที่หนี้ถึงกำหนดชำระที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ตั้งแต่วันฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่ 6ตุลาคม 2515 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้นี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์