Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 20934)

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุด่าโจทก์ก่อน เมื่อโจทก์จะเข้ามาทำร้ายร่างกาย จำเลยจึงได้ทำร้ายโจทก์นั้น ไม่เป็นการป้องกันเมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัย ศาลฎีกาย่อมฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากพยานหลักฐานในสำนวนได้จำเลยทำร้ายโจทก์บาดเจ็บมีแผลที่หางคิ้วซ้ายยาวประมาณ4.5 เซนติเมตร เย็บไว้ 12 เข็ม แพทย์ผู้ตรวจรักษาบาดแผลว่าแผลนี้เมื่อหายแล้วเป็นแผลเป็นมองเห็นได้ในระยะ 6 เมตรแต่แผลเป็นนี้อาจจางลงได้ และปรากฏจากภาพถ่ายว่า แผลที่คิ้วซ้ายเป็นเพียงรอยขีด ไม่ชัดเจนเท่าใดนัก ดังนี้ จึงยังไม่ถึงกับทำให้หน้าเสียโฉมอย่างติดตัวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(4).(ที่มา-ส่งเสริม)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องในสำนวนแรกแล้ว ให้ประทับฟ้องจำเลยให้การว่า จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ที่ 1 โดยป้องกันตัวศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 จำคุก 1 ปี คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาประกอบกับจำเลยเสนอชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 40,000บาท แต่โจทก์ที่ 1 จะคิดค่าเสียหายถึง 80,000 บาท จึงลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือนโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามที่ศาลฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับมาว่า

การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบหรือไม่ และสภาพแผลเป็นที่ใบหน้าของโจทก์ที่ 1ทำให้หน้าเสียโฉมอย่างติดตัวเป็นอันตรายสาหัสอันจะทำให้จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าจำเลยเป็นฝ่ายด่าโจทก์ที่ 1 ก่อน เมื่อโจทก์ที่ 1 จะเข้ามาทำร้ายจำเลย จำเลยจึงได้ทำร้ายโจทก์ที่ 1 ดังนี้เห็นได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน การที่จำเลยทำร้ายโจทก์ที่ 1 จึงไม่เป็นการป้องกัน ส่วนปัญหาเรื่องแผลบนใบหน้าของโจทก์ที่ 1 นั้นศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า แผลที่หางคิ้วซ้ายของโจทก์ที่ 1 ยาวประมาณ 4.5 เซนติเมตร เย็บไว้ 12 เข็ม นายแพทย์มโนชญ์ สุวรรณศรีผู้ตรวจรักษาบาดแผลโจทก์ที่ 1 ว่าแผลนี้เมื่อหายแล้วเป็นแผลเป็นมองเห็นได้ในระยะ 6 เมตร แต่แผลเป็นนี้อาจจางลงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ยังมิได้ฟังว่าบาดแผลของโจทก์ที่ 1 กว้างเท่าใดข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาจึงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยศาลฎีกาเห็นสมควรฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งปรากฏจากภาพถ่ายใบหน้าของโจทก์ที่ 1 หมาย จ.6 ว่า แผลที่คิ้วซ้ายของโจทก์ที่ 1 เป็นเพียงรอยขีดไม่ชัดเจนเท่าใดนัก ดังนี้แผลที่ใบหน้าของโจทก์ที่ 1 ยังไม่ถึงกับทำให้หน้าเสียโฉมอย่างติดตัวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(4) แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสคงเป็นความผิดเพียงฐานทำร้ายร่างกายโจทก์ที่ 1 จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นเป็นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา295 จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลย 3 เดือน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณ ตระการพันธุ์ · โสภณ รัตนากร · กู้เกียรติ สุนทรบุระ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8919/2552

การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาทผู้ที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1893/2533

วันเกิดเหตุผู้เสียหายไปที่บ้านจำเลยเพื่อปรับความเข้าใจกับจำเลยเรื่องที่ผู้เสียหายถูกหาว่าเป็นชู้กับภรรยาจำเลย ประมาณ10 นาทีก็กลับไป วันเดียวกันผู้เสียหายเมาสุรากลับมาที่บ้านจำเลยเคาะประตูเรียกภรรยาจำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 20933)

จำเลยเป็นฝ่ายด่าโจทก์ก่อน เมื่อโจทก์จะเข้ามาทำร้ายจำเลยจำเลยจึงได้ทำร้ายโจทก์ เห็นได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อนการที่จำเลยทำร้ายโจทก์ จึงไม่เป็นการป้องกัน เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาไม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2405/2532

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มีปากเสียงด่าโต้ตอบกันแล้วต่างหยุดไป ต่อมาจำเลยที่ 3 เดินออกจากแผงร้านค้าของตนไปโทรศัพท์ที่แผงร้านค้าของ อ.และพูดคุยกับอ.เป็นเวลานานโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีความโกรธแค้นจำเล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961/2528

การวิวาทหมายถึงการสมัครใจเข้าต่อสู้ทำร้ายกันคำพูดของจำเลย ที่ว่าการย้ายตำรวจต้องมีขั้นตอนต้องมีคณะกรรมการอย่าไปเชื่อให้มากนัก เป็นเพียงการแสดงความเห็นในการสนทนาเท่านั้น มิได้มีข้อความใด ที่เป็นการท้าท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้