Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2145/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยจูงรถจักรยานยนต์ของบุคคลอื่นซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดไว้ไปจากที่จอดรถหน้าสถานีตำรวจ โดยไม่มีเหตุที่จะทำให้สำคัญผิดได้ว่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นของจำเลยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตามไปทันขณะจำเลยกำลังจูงรถจักรยานยนต์อยู่ จำเลยก็ไม่ได้โต้เถียงว่าเป็นรถจำเลย เจ้าหน้าที่ตำรวจขอดูใบอนุญาตขับขี่และสำเนาทะเบียนรถจำเลยก็ไม่มีแสดงพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยนำรถจักรยานยนต์ไปโดยเจตนาทุจริต.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142 335, 90ริบกุญแจของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142, 335 (1)(8) ลงโทษตามมาตรา 335 วรรคสองซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกจำเลย 5 ปี ของกลางริบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเข้าใจผิดคิดว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของจำเลย จึงขาดเจตนา พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาว่า จำเลยเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยเจตนาทุจริตหรือไม่ ปัญหาข้อนี้ได้ความว่าสิบตำรวจโทสถาพร อารยภิชาติ เห็นจำเลยจูงรถจักรยานยนต์ของกลางซึ่งเป็นรถที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดไว้ไปจากที่จอดรถหน้าสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง จึงรายงานให้ร้อยตำรวจเอกอารักษ์ ชิณโชติทราบ ร้อยตำรวจเอกอารักษ์จึงให้สิบตำรวจโทสถาพรกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 2 นาย ติดตามไป สิบตำรวจโทสถาพรกับพวกตามไปทันจำเลยในซอยอ่อนนุช ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีตำรวจดังกล่าวประมาณ 400 เมตร ขณะจำเลยกำลังจูงรถจักรยานยนต์ของกลางอยู่จำเลยไม่ได้โต้เถียงว่านึกว่าเป็นรถของจำเลย แต่พูดว่ารถของจำเลยมีเยอะแยะร้อยตำรวจเอกอารักษ์ขอใบอนุญาตขับขี่และสำเนาทะเบียนรถ

จำเลยไม่มีแสดงจากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าจำเลยเอารถจักรยานยนต์ของกลางไปโดยเจตนาทุจริต ที่จำเลยต่อสู้คดีว่า เวลาจำเลยจะไปดื่มสุราจำเลยจะนำรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปจอดไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลพระโขนง เมื่อดื่มสุราเสร็จ จะนั่งรถเมล์มาลงที่หน้าสถานีตำรวจดังกล่าวและนำรถกลับบ้านแต่วันเกิดเหตุนั้น จำเลยไม่ได้นำรถของจำเลยไปจอดจึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะไปนำรถของกลางไปจากสถานีตำรวจดังกล่าว ที่จำเลยอ้างว่าเคยมีรถจักรยานยนต์ตามเอกสารหมาย ล.1 นั้น ก็เป็นรถคนละยี่ห้อ คนละสีกับรถจักรยานยนต์ของกลาง และไม่ใช่รถของจำเลย ส่วนใบอนุญาตขับขี่รถตามเอกสารหมาย ล.2 ก็เป็นใบอนุญาตที่ออกให้แก่จำเลยภายหลังวันเกิดเหตุที่จำเลยอ้างว่าก่อนจะนำรถจักรยานยนต์ของกลางไป

จำเลยได้ไปพูดคุยกับจ่าสิบตำรวจประยุทธที่สถานีตำรวจแห่งนั้น ก็ปรากฏว่าจำเลยรู้จักกับจ่าสิบตำรวจประยุทธในฐานะที่เป็นลูกค้ามาตัดรองเท้ากับจำเลย และรู้จักกันตามธรรมดาเท่านั้น จึงไม่มีเรื่องอะไรที่จำเลยจะต้องไปพูดคุยกับจ่าสิบตำรวจประยุทธที่สถานีตำรวจเมื่อดื่มสุราเสร็จทั้งจะคุยกันเรื่องอะไรจำเลยก็จำไม่ได้ จึงส่อแสดงไปในทางที่ว่เป็นวิธีการที่จำเลยจะนำรถของกลางไปโดยไม่ให้ผู้ใดเกิดความสงสัย ที่จำเลยอ้างว่าเมาสุรามากนั้นก็ปรากฏว่าจำเลยเดินจูงรถจักรยานยนต์ของกลางไปจากสถานีตำรวจเป็นระยะทางประมาณ 400 เมตรได้ และเมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแล้วจำเลยก็จูงกลับมาที่สถานีตำรวจได้ จึงแสดงว่าจำเลยไม่ได้จูงรถจักรยานยนต์ของกลางไปเพราะความเมาสุรา ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าเข้าใจผิดคิดว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นรถของจำเลย จำเลยไม่มีเจตนาทุจริตจึงฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · สมบูรณ์ ฤกษ์สำราญ · อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18654/2555

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายหน้าดินจากจำเลยที่ 2 โดยมิได้ระแวงว่าหน้าดินที่จำเลยที่ 2 เสนอขายจะเป็นที่ดินของผู้ใด หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ให้ ว. กับพวก ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เข้าไปขุดดินในที่ดินของโจทก์ร่วม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9805/2554

การกระทำโดยเล็งเห็นผลนั้นหมายความว่า ผลนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนเท่าที่บุคคลในภาวะเช่นนั้นจะเล็งเห็นได้ มิใช่เพียงเล็งเห็นว่าผลนั้นอาจเกิดขึ้นได้ ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 107/2535

จำเลยกับผู้เสียหายรู้จักกันมาก่อนเกิดเหตุ วันเกิดเหตุจำเลยและผู้เสียหายเข้ามาดื่มสุราในร้านเดียวกัน จำเลยมีอาการเมาสุรามากพูดจารบกวนผู้เสียหายและท้าผู้เสียหายชกต่อย ผู้เสียหายรำคาญจึงย้ายเข้าไปนั่งดื่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 430/2532

จำเลยกับผู้เสียหายเคยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยทำพิธีแต่งงานกันตามลัทธิศาสนาอิสลาม และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ต่อมาได้แยกกันอยู่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยหย่าขาดกับผู้เสียหายตามกฎหมายอิสลามการที่จำเลยพาผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2749/2529

จำเลยกับผู้เสียหายได้เสียเป็นสามีภริยากันผู้เสียหายไปนอนที่บ้านจำเลยบ้างนอนที่บ้านบิดาบ้างถ้าจำเลยให้ไปนอนผู้เสียหายก็ไปแต่บางครั้งผู้เสียหายก็หลบไม่ไปนอนวันเกิดเหตุจำเลยให้ผู้เสียหายไปหาจำเลยแต่ผู้เส…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้