Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2232/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างชั่วคราวตำแหน่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จำเลยทั้งสองได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากนายอำเภอให้เป็นเจ้าหน้าที่ออกไปพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก) ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 58 จำเลยทั้งสองจึงเป็นเจ้าพนักงานตาม ประมวลกฎหมายอาญาจำเลยทั้งสองเรียกเอาเงินจากผู้เสียหายหลายคนแต่ละวันการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดหลายกรรม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 149 ป.อ. มาตรา 91 ป.ที่ดิน มาตรา 58

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างชั่วคราวตำแหน่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและได้รับมอบอำนาจให้ทำการแทนเจ้าพนักงานปกครองท้องที่จากนายอำเภอ มีหน้าที่ไปร่วมพิสูจน์สอบสวนสิทธิในที่ดินกับจำเลยที่ 1 เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก) ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสองดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเรียกรับเงินจากผู้เสียหายจำนวน37 คน รวมเป็นเงิน 4,245 บาท ไว้เพื่อประโยชน์สำหรับจำเลยทั้งสองเพื่อกระทำการในหน้าที่โดยมิชอบ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 157, 83จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่เป็นเจ้าพนักงาน

ส่วนจำเลยที่ 2มีหน้าที่เพียงระวังดูแลมิให้พนักงานรังวัดรังวัดที่ดินทับที่สาธารณะเท่านั้นไม่มีหน้าที่ในการพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายและมีหน้าที่ในการนั้น ฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเรียกรับเงินจากผู้เสียหายที่มารังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์รวม 35 ราย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และเป็นความผิดหลายกรรมพิพากษากลับให้จำคุกจำเลยทั้งสองโดยเรียงกระทงลงโทษรวม 11 กระทงกระทงละ 5 ปี รวมโทษจำคุกคนละ 55 ปีจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

สำหรับปัญหาว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่ได้ความจากนายอรรถพลพยานโจทก์ซึ่งเคยรับราชการเป็นพนักงานที่ดิน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ประกอบคำสั่งอำเภอราษีไศลที่ 175/2519 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2519 เอกสารหมาย ป.จ.1 ว่า นายอำเภอราษีไศลได้แต่งตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับการอบรมการพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์แล้วเป็นเจ้าหน้าที่ออกไปพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก) ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 58 วรรคสี่ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งแก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ปรากฏว่าตามมาตรา 58 วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติว่า "ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่นายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอมอบหมายตามวรรคสี่ให้เจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา"

จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนายอำเภอราษีไศล จึงเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนจำเลยที่ 2เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บ้านดงแดง ตำบลด่าน อำเภอราษีไศลได้ความจากนายบุญถินพยานโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากนายอำเภอราษีไศลให้เป็นผู้นำชี้เขตที่ดินของราษฎรคอยระวังแนวเขตที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินในหมู่บ้าน เนื่องจากทางราชการดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปกครองท้องที่ร่วมพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์กับเจ้าหน้าที่พิสูจน์สอบสวนเรื่องนี้ แทนนายอำเภอราษีไศล ตามคำสั่งที่ 176/2519 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2519 ดังปรากฏในแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศ

จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายและมีหน้าที่ในการนี้การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันเรียกเอาเงินจากพวกผู้เสียหายดังกล่าวมานั้นได้ความว่าเป็นการเรียกเอาแต่ละวันตรงตามที่โจทก์ฟ้อง และไม่ใช่เป็นการเรียกเอาจากผู้เสียหายสองสามคน แต่เรียกเอาครั้งละคน ทั้งนี้คงเป็นเพราะว่าจำเลยต้องการปกปิดการกระทำความผิดของตน ไม่ยอมให้ผู้อื่นรู้เห็นอีกนอกจากตัวจำเลยกับผู้เสียหายที่ถูกเรียกเอาเงินเท่านั้นผู้เสียหายบางคนก็ให้เงินแก่จำเลยทั้งสองในวันที่ถูกเรียกร้อง บางคนก็ขอผัดผ่อนให้เงินในวันรุ่งขึ้น เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองแยกออกได้เป็นการกระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันศาลมีอำนาจลงโทษผู้กระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เพียร ศรีอรุณ · ประสม ศรีเจริญ · สง่า อำพันแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14738/2558

พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 58/2 ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุบัญญัติว่า "ให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดำรงตำแหน่งนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง..." เมื่อประกาศผลเลือกตั้งในวันที่ 15 กันยายน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3309/2541

คืนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้จำเลยที่ 1 ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจให้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อเป็นเครื่องมือให้ไปเรียกเก็บเงินจากบรรดาคนขับรถยนต์บรรทุกที่แล่นผ่านไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2518

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีหน้าที่สืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย ได้ร่วมกันตรวจค้นพบกัญชาและกล้องสูบกัญชาซึ่งเป็นของผิดกฎหมายในบ้านพักของ ว. แล้วไม่จับกุมนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2140/2568

แม้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2568

ฟ้องโจทก์ทั้งสองเดิมบรรยายว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ด้วยการเบิกถอนเงิน จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกเพียงรายการเดียว 2,000,000 บาท โอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยโดยท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้