Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2281/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เดิมจำเลยมีเจตนาที่จะกู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อนำมาชำระค่าซื้อรถพิพาทที่ยังขาดอยู่ แต่เมื่อโจทก์ต้องการให้โอนกรรมสิทธิ์ในรถพิพาทให้เป็นของโจทก์ก่อนแล้วให้จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถพิพาทกับโจทก์ จำเลยก็ได้ยินยอมตกลงตามประสงค์ของโจทก์ โดยได้มีการทำหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถพิพาท ระหว่างโจทก์กับจำเลย ทั้งจำเลยก็ได้ผ่อนชำระเงินค่าเช่าซื้อมาหลายงวดย่อมถือว่าคู่กรณีมีเจตนาทำสัญญาเช่าซื้อกัน สัญญาเช่าซื้อจึงมิใช่เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน ขณะที่จำเลยขับรถพิพาทไป ได้เกิดไฟลุกไหม้รถพิพาทเสียหายทั้งคัน สัญญาเช่าซื้อรถพิพาทย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 ประกอบด้วยมาตรา 572 แม้สัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงว่า ผู้เช่าซื้อจะต้องรักษาทรัพย์สินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและมีการซ่อมแซมที่ดี และรับผิดชอบแต่ผู้เดียวสำหรับการเสี่ยงต่อการสูญหายหรือเสียหายทุกชนิดของทรัพย์สิน รวมทั้งอัคคีภัยด้วยแต่ข้อตกลงดังกล่าวย่อมหมายถึงการสูญหายหรือเสียหายซึ่งผู้เช่าซื้อต้องรับผิดเท่านั้นแต่โจทก์มิได้นำสืบว่าเป็นความผิดของจำเลยอย่างไรหรือไม่ในกรณีที่รถพิพาทถูกไฟไหม้ การที่จำเลยขับรถพิพาทไปแล้วเกิดไฟลุกไหม้อาจจะเกิดจากสภาพของรถก็ดี ทั้งไม่ปรากฎว่าจำเลยได้ เสี่ยง ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระราคารถพิพาทให้โจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 จ - 4276 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคาเช่าซื้อ399,000 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวด งวดละเดือน เดือนละ11,084 บาท จำเลยที่ 1 ตกลงว่าจำเลยที่ 1 จะรักษาทรัพย์สินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและมีการซ่อมแซมที่ดี และรับผิดชอบแต่ผู้เดียวสำหรับการเสี่ยงต่อการสูญหายหรือเสียหายทุกชนิดรวมทั้งอัคคีภัยด้วยในวันเดียวกันนั้นเอง จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1ไว้ต่อโจทก์ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวม 13 งวด แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตลอดมาโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว หากรถยนต์อยู่ในความครอบครองของโจทก์ก็อาจนำไปให้บุคคลอื่นเช่าได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 11,084 บาท

ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 8 เดือน เป็นเงิน 88,672 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน399,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 88,672 บาท พร้อมทั้งค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 11,084 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือชำระราคาแทนแก่โจทก์เสร็จสิ้นจำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 จ - 4276 กรุงเทพมหานคร จากตลาดซื้อขายรถยนต์ใช้แล้วในราคา 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่อาจชำระราคาได้ในครั้งเดียว ผู้ขายเสนอให้จำเลยที่ 1 ชำระก่อนบางส่วน ที่เหลือจะหาสถาบันการเงินให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน

จำเลยที่ 1 จึงชำระเงินให้ผู้ขายเป็นจำนวน 100,000 บาท แล้วผู้ขายพาจำเลยที่ 1 ไปกู้ยืมเงินจากโจทก์ชำระค่าซื้อขายส่วนที่เหลืออีก 300,000 บาท โดยทำสัญญาเช่าซื้ออำพรางการกู้ยืมเงิน จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 มิได้ค้ำประกันการเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1ไม่เคยผิดสัญญา ชำระหนี้ตลอดเวลาที่ครอบครองรถดูแลรักษารถมาด้วยดีและโจทก์ไม่เคยทักท้วงว่าจำเลยที่ 1 ละเลยการดูแลรักษารถเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2531 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 ได้นั่งรถพิพาทไปตามถนนศรีนครินทร์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับระหว่างรถพิพาทกำลังแล่นปรากฏว่าได้มีไฟลุกไหม้ขึ้นที่หน้ารถ เป็นเหตุให้รถพิพาทถูกไฟลุกไหม้ทั้งคันซึ่งเกิดจากสภาพของตัวรถพิพาทที่โจทก์ต้องรับผิดชอบ

เพราะความเสียหายมิได้เกิดจากเหตุภายนอก หรือเกิดจากจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเพราะเกิดจากเหตุสุดวิสัย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน254,908 บาท แก่โจทก์จำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกมีว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินหรือไม่ เห็นว่า แม้เดิมจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะกู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อนำมาชำระค่าซื้อรถพิพาทที่ยังขาดอยู่ 300,000 บาท แต่เมื่อโจทก์ต้องการให้โอนกรรมสิทธิ์ในรถพิพาทให้เป็นของโจทก์ก่อนแล้วให้จำเลยที่ 1ทำสัญญาเช่าซื้อรถพิพาทกับโจทก์

จำเลยที่ 1 ก็ได้ยินยอมตกลงตามความประสงค์ของโจทก์ โดยได้มีการทำหนังสือสัญญาเช่าซื้อรถพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ได้ผ่อนชำระเงินค่าเช่าซื้อมา 13 งวด ย่อมถือว่าคู่กรณีมีเจตนาทำสัญญาเช่าซื้อกัน สัญญาเช่าซื้อจึงมิใช่เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาข้อต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระราคารถพิพาทให้โจทก์หรือไม่ ปัญหานี้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 ขับรถพิพาทไปนั้นได้เกิดไฟลุกไหม้รถพิพาทเสียหายทั้งคันเห็นว่า เมื่อรถพิพาทอันเป็นทรัพย์สินที่เช่าซื้อเสียหายไปทั้งคันสัญญาเช่าซื้อรถพิพาทย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 567 ประกอบด้วยมาตรา 572 แม้สัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงว่าผู้เช่าซื้อจะต้องรักษาทรัพย์สินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและมีการซ่อมแซมที่ดี และรับผิดชอบแต่ผู้เดียว

สำหรับการเสี่ยงต่อการสูญหายหรือเสียหายทุกชนิดของทรัพย์สิน รวมทั้งอัคคีภัยด้วย แต่ข้อตกลงดังกล่าวย่อมหมายถึงการสูญหายหรือเสียหายซึ่งผู้เช่าซื้อต้องรับผิดเท่านั้น แต่โจทก์มีนายวีรศักดิ์ เอื้ออรุณพานิช มาเบิกความเพียงปากเดียวเฉพาะเรื่องที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้น นายวีรศักดิ์หาได้เบิกความถึงไม่ว่าเป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 อย่างไรหรือไม่ในกรณีที่รถพิพาทถูกไฟไหม้ การที่จำเลยที่ 2 ข้อรถพิพาทไปแล้วเกิดไฟลุกไหม้อาจจะเกิดจากสภาพของรถก็ได้ทั้งไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้เสี่ยงต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระราคารถพิพาทให้โจทก์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพโรจน์ คำอ่อน · สมศักดิ์ วิธุรัติ · สมพงษ์ สนธิเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1576/2525

แม้ความประสงค์เดิมของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้องการกู้เงินโดยนำรถยนต์ไปเป็นประกันแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2ยินยอมทำนิติกรรมตามความประสงค์ของโจทก์ คือจำเลยที่ 2โอนขายรถยนต์ให้โจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าซื้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 161/2546

โจทก์ได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อและมีคำขอบังคับให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อระบุว่าถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัยสูญหายไม่ว่าโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3111/2539

ขณะโจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อก็ไม่เป็นโมฆะ เมื่อทรัพย์ที่เช่าซื้อสูญหายไป อันทำให้สัญญาเช่าซื้อระงับไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 เงินค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4593/2531

สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง จึงต้องนำบทบัญญัติลักษณะเช่าทรัพย์มาใช้บังคับด้วย เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายสัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตั้งแต่วันที่รถยนต์สูญหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 728/2529

สัญญาเช่าซื้อข้อ5กำหนดว่าในกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยหรือโดยเหตุใดผู้เช่าซื้อต้องรับผิดแต่ฝ่ายเดียวชำระค่าเช่าซื้อทั้งสิ้นจนครบการที่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องขอให้จำเลยที่1ผู้เช…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้