Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 235/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชกฤษฎีกา ษฎีกาจัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยมิได้มีบทมาตราใดกำหนดให้จำเลยรับช่วงโอนกิจการและหนี้สินของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด มาเป็นของจำเลย คงมีบทบัญญัติกำหนดให้จำเลยพิจารณาบรรจุและแต่งตั้งพนักงานและลูกจ้างของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด ซึ่งมีอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับเป็นพนักงานของจำเลยตามที่เห็นสมควร ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการกำหนดให้จำเลยใช้ดุลพินิจในการรับพนักงานและลูกจ้างของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด มาเป็นพนักงานของจำเลยตามที่จำเลยเห็นสมควร ดังนี้ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยในวันที่พระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้ โจทก์จะมีฐานะเป็นลูกจ้างจำเลยก็ต่อเมื่อจำเลยใช้ดุลพินิจรับโจทก์เข้าทำงานแล้วการที่โจทก์มิได้แสดงความจำนงขอเข้าทำงานกับจำเลย และจำเลยมิได้พิจารณารับโจทก์เข้าเป็นพนักงาน โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างจำเลยแต่ต้น จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานและเ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.พ.พ. มาตรา 575 พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2520 มาตรา 37

คำฟ้องและคำให้การ

พระราชกฤษฎีกา ษฎีกาจัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยมิได้มีบทมาตราใดกำหนดให้จำเลยรับช่วงโอนกิจการและหนี้สินของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด มาเป็นของจำเลย คงมีบทบัญญัติกำหนดให้จำเลยพิจารณาบรรจุและแต่งตั้งพนักงานและลูกจ้างของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด ซึ่งมีอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับเป็นพนักงานของจำเลยตามที่เห็นสมควร ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการกำหนดให้จำเลยใช้ดุลพินิจในการรับพนักงานและลูกจ้างของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด มาเป็นพนักงานของจำเลยตามที่จำเลยเห็นสมควร ดังนี้ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยในวันที่พระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้ โจทก์จะมีฐานะเป็นลูกจ้างจำเลยก็ต่อเมื่อจำเลยใช้ดุลพินิจรับโจทก์เข้าทำงานแล้วการที่โจทก์มิได้แสดงความจำนงขอเข้าทำงานกับจำเลย และจำเลยมิได้พิจารณารับโจทก์เข้าเป็นพนักงาน

โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างจำเลยแต่ต้น จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานและเรียกค่าจ้างระหว่างพักงานจากจำเลยในฐานะนายจ้างได้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานเป็นพนักงานของจำเลยในตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งที่เทียบเท่ากับตำแหน่งเดิมในอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่าเดือนละ 10,000 บาท และให้จำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงาน จำนวน 1,650,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2531จนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมรับโจทก์กลับเข้าทำงานขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 60,000 บาท และจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานดังกล่าว พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีความผูกพันที่จะรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงาน หรือจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

โจทก์อุทธรณ์ว่าตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2520ให้จัดตั้งจำเลยขึ้นเพื่อรับช่วงกิจการรวมตลอดทั้งทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด และมาตรา 37 นั้นกำหนดให้จำเลยต้องรับพนักงานทั้งหมดของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัดรวมทั้งโจทก์กลับเข้าเป็นพนักงานของจำเลยแล้วให้ดำรงตำแหน่งตามที่เห็นสมควร และจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานให้กับโจทก์ เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวคือเนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องจัดกิจการสื่อสารมวลชนของรัฐให้มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นที่เชื่อถือแก่สาธารณชนตามนโยบายของรัฐบาล ในการนี้สมควรจัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การของรัฐบาล

พ.ศ. 2496 จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ขึ้น ตามเหตุผลที่ได้ประกาศดังกล่าวนั้นไม่มีกรณีที่เกี่ยวกับการเลิกบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด ที่เป็นนายจ้างของโจทก์และตามบทมาตราต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวก็ไม่มีบทมาตราใดที่จะให้จำเลยรับช่วงโอนกิจการ และหนี้สินของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด มาเป็นของจำเลยดังที่โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์ คงมีบัญญัติไว้ในมาตรา 37 ว่า "ให้ อ.ส.ม.ท.พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งพนักงานและลูกจ้างของบริษัทไทยโทรทัศน์จำกัด ซึ่งมีอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เป็นพนักงานของ อ.ส.ม.ท. ตามที่เห็นสมควร" ตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้นกฎหมายกำหนดไว้เป็นการให้ดุลพินิจจำเลยในการที่จะรับพนักงานและลูกจ้างของบริษัทไทยโทรทัศน์

จำกัด มาเป็นพนักงานของจำเลยตามที่จำเลยเห็นสมควร กล่าวคือ จะรับหรือไม่รับคนใดก็ได้ตามที่เห็นสมควร มิใช่ว่าจะต้องรับทั้งหมดและให้ดำรงตำแหน่งตามที่เห็นสมควรดังที่จำเลยอุทธรณ์ โจทก์จึงยังไม่อยู่ในฐานะที่เป็นลูกจ้างของจำเลยในวันที่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจำเลยมีผลใช้บังคับโจทก์จะมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยก็ต่อเมื่อจำเลยใช้ดุลพินิจรับโจทก์เข้าทำงานตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 37 ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่า เมื่อมีการพิจารณารับพนักงานและลูกจ้างของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด มาเป็นพนักงานของจำเลยเมื่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจำเลยมีผลใช้บังคับแล้วนั้นโจทก์มิได้แสดงความจำนงขอเข้าทำงานกับจำเลย และจำเลยก็มิได้พิจารณารับโจทก์เข้ามาเป็นพนักงานของจำเลย โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลย เมื่อโจทก์มิได้เป็นลูกจ้างของจำเลยมาแต่ต้นจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันในอันที่จะฟ้องให้จำเลยต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะฟ้องเรียกร้องเอาค่าจ้างระหว่างพักงานจากจำเลยในฐานะนายจ้างได้

ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม เฟื่องฟุ้ง · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · พรชัย สมรรถเวช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4532/2549

ว. จ้างโจทก์ให้ทำงานในหน่วยวิคตอรี่ของบริษัท อ. โดยโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท ตามสัญญาจ้างงานมีข้อความว่า เมื่อ ว. ถึงแก่ความตายขอมอบให้โจทก์มีสิทธิยุบหน่วยวิคตอรี่ตามที่เห็นสมควร ทั้งบริษัท…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2546 (เลขอ้างอิง 48279)

แม้สิทธิในการย้ายตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกจ้าง บริษัทจำเลยในฐานะนายจ้างสามารถกระทำได้ตามความเหมาะสมเพราะเป็นอำนาจในการบริหารจัดการภายในองค์กรของจำเลยก็ตาม แต่การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองซึ่งมี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6296/2545

โจทก์บรรยายฟ้องเสนอข้อหาว่าจำเลยทำผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะตั้งข้อหาหรือฐานความผิดในคำฟ้องว่าเป็นเรื่องละเมิดและบรรยายฟ้องด้วยว่าโจทก์ตรวจสอบรู้ตัวผู้รับผิดว่าคือจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7767/2543

โจทก์และจำเลยต่างเป็นเอกชนที่ตกลงทำสัญญาจ้างกัน โดยจำเลยตกลงจ้างโจทก์ทำงานเป็นครู และให้ค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลย สัญญาจ้างเป็นครูดังกล่าวจึงเป็นการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2540

จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเห…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้