Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6296/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องเสนอข้อหาว่าจำเลยทำผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะตั้งข้อหาหรือฐานความผิดในคำฟ้องว่าเป็นเรื่องละเมิดและบรรยายฟ้องด้วยว่าโจทก์ตรวจสอบรู้ตัวผู้รับผิดว่าคือจำเลยก็ตามก็หาทำให้คำฟ้องคดีนี้เป็นคำฟ้องที่โจทก์เสนอข้อหาว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์แต่เพียงอย่างเดียวไม่ สิทธิเรียกร้องในกรณีผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยมิได้ต่อสู้คดีไว้ในคำให้การว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแรกซึ่งศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว แต่ปัญหาข้อนี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 คดีทั้งสองเป็นคดีที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทำผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์เสียหาย แต่คดีแรกเป็นเรื่องจำเลยร่วมกับพวกทำให้สินค้าขาดจำนวนไปจากบัญชีรายรับรายจ่าย ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องจำเลยรับฝากเงินจากสมาชิกของโจทก์แล้วไม่ลงบัญชีเงินสดรับครบจำนวนที่รับฝาก เป็นเหตุให้เงินขาดหายไป มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจึงเป็นคนละกรณีกัน แม้โจทก์จะตรวจสอบทางบัญชีว่ามีสินค้าของโจทก์ขาดหายไปจากบัญชีและยังมีเงินขาดบัญชีอีกส่วนหนึ่งก็ตาม โจทก์ก็ยังมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นคนละคดีได้หาจำต้องรวมฟ้องเป็นคดีเดียวกันไม่ฟ้องโจทก์ในคดีนี้มิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ป.พ.พ. มาตรา 420 ป.พ.พ. มาตรา 575 ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.วิ.พ. มาตรา 148 ป.วิ.พ. มาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นลูกจ้างโจทก์ ทำงานตำแหน่งผู้จัดการร้านสหกรณ์จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงาน โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้าง โดยสมาชิกนำเงินมาฝาก 200,000 บาท และ 600,000 บาทจำเลยที่ 1 นำเงินที่สมาชิกของโจทก์นำมาฝากโจทก์ทั้งสองครั้งมารวมลงในสมุดบัญชีเงินสดรับของโจทก์เป็นเงิน 543,000 บาท ทำให้ยอดรายรับในส่วนเงินฝากของสมาชิกขาดหายไป ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2538 เป็นเงิน 257,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 257,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2538 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 97,981 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 354,981 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 257,000 บาท

นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า คดีขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่รับฝากเงินและไม่ได้ทุจริต ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้ค้ำประกันกรณีทุจริตแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 354,981 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 257,000 บาท นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นลูกจ้างโจทก์

ตำแหน่งผู้จัดการร้านสหกรณ์โจทก์จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุมดูแลกิจการร้านค้าโจทก์ กับมีหน้าที่ตรวจสอบสินค้าที่มีอยู่ให้ตรงกับบัญชีรายรับรายจ่ายรายวันอยู่สม่ำเสมอ และนำเงินรายได้จากรายรับในแต่ละวันลงในสมุดบัญชีเงินสดรับในแต่ละวัน แล้วนำรายรับทั้งหมดนำฝากเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาแพร่ ต่อมาระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้างไม่ได้ทำหน้าที่ตามระเบียบข้อบังคับที่โจทก์ได้มอบหมาย โดยสมาชิกของโจทก์ได้นำเงินมาฝากกับจำเลยที่ 1 รวม 2 ครั้ง เป็นเงินรวม 800,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้บันทึกการรับฝากในสมุดคู่ฝากของสมาชิกแต่ไม่ได้บันทึกการรับฝากทั้งสองรายการลงในสมุดเงินสดรับของโจทก์ในวันที่รับฝาก แต่นำมารวมลงเป็นรายการรับฝากในสมุดเงินสดรับในภายหลังเป็นเงินรวม 543,000บาท

การกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้ยอดรายรับของโจทก์ในส่วนเงินฝากของสมาชิกเงินฝากของโจทก์ขาดหายไปโดยไม่ได้นำฝากเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคารเป็นเงินจำนวน 257,000 บาท อันเป็นการทำผิดหน้าที่ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินจำนวน 257,000 บาท จะเห็นได้ว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องเสนอข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ทำผิดสัญญาจ้างแรงงานเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะตั้งข้อหาหรือฐานความผิดในคำฟ้องว่าเป็นเรื่องละเมิดและบรรยายฟ้องด้วยว่าโจทก์ตรวจสอบรู้ตัวผู้รับผิด ผู้ทำละเมิดต่อโจทก์คือจำเลยที่ 1 ก็ตาม ก็หาทำให้คำฟ้องคดีนี้เป็นคำฟ้องที่โจทก์เสนอข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์แต่เพียงอย่างเดียวไม่ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในกรณีผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ

ทั้งศาลแรงงานกลางก็รับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นเป็นยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการร้านสหกรณ์โจทก์มีหน้าที่รับฝากเงินจากสมาชิกด้วย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นกรณีฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งมีอายุความ 10 ปี คดีไม่ขาดอายุความนั้น จึงหาได้เกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือประเด็นแห่งคดีดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อมาว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ในข้อนี้แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ต่อสู้คดีไว้ในคำให้การว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 1269/2540 (คดีหมายเลขแดงที่ 172/2541) ของศาลจังหวัดแพร่ ซึ่งศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วก็ตาม แต่ปัญหาข้อนี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองย่อมยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสองประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คำฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ 1269/2540 ของศาลจังหวัดแพร่ โจทก์ฟ้องโดยเสนอข้อหาว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านสหกรณ์โจทก์ได้ร่วมกับบุคคลอื่นซึ่งเป็นลูกจ้างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมดูแลทำให้สินค้าขาดจำนวนไปจากบัญชีรายรับรายจ่ายจำนวนหลายรายการซึ่งคิดเป็นค่าราคาสินค้าที่ขาดไปจำนวนทั้งสิ้น172,768 บาท จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ แต่คดีนี้โจทก์เสนอข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการร้านสหกรณ์โจทก์รับฝากเงินจากสมาชิกร้านค้าของโจทก์รวม 2 ครั้ง เป็นเงินรวม800,000 บาท จำเลยที่ 1 บันทึกการรับฝากในสมุดคู่ฝากของสมาชิก แต่ไม่ได้บันทึกการรับฝากทั้งสองรายการลงในสมุดเงินสดรับของโจทก์ในวันที่รับฝาก แต่นำมารวมลงเป็นรายการรับฝากในสมุดเงินสดรับในภายหลังเป็นเงินรวม 543,000 บาท

ทำให้ยอดรายรับของโจทก์ในส่วนเงินฝากของสมาชิกเงินฝากของโจทก์ขาดไปโดยไม่ได้นำฝากเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคารเป็นเงินจำนวน 257,000 บาท อันเป็นการทำผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินจำนวน 257,000 บาท จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ จะเห็นได้ว่า แม้คดีทั้งสองจะเป็นคดีที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ทำผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์เสียหายก็ตาม แต่คดีแรกเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกทำให้สินค้าขาดจำนวนไปจากบัญชีรายรับรายจ่าย ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 รับฝากเงินจากสมาชิกของโจทก์แล้วไม่ลงบัญชีเงินสดรับ มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจึงเป็นคนละกรณีกัน

แม้โจทก์จะตรวจสอบทางบัญชีว่ามีสินค้าของสหกรณ์โจทก์ขาดหายไปจากบัญชีและยังมีเงินขาดบัญชีอีกส่วนหนึ่งก็ตาม โจทก์ก็ยังมีอำนาจฟ้อง ให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นคนละคดีได้ หาจำต้องรวมฟ้องเป็นคดีเดียวกันดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ ฟ้องโจทก์ในคดีนี้มิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · วีรพจน์ เพียรพิทักษ์ · หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11269/2558

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานหาใช่เป็นคดีละเมิดอย่างเดียวไม่ เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างลูกจ้างมีข้อผูกพันตามสัญญาจ้างแ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 51/2545

สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาจ้างไว้ โจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ด้วยการบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญั…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2539 (เลขอ้างอิง 1581)

จำเลยที่1เป็นผู้อำนวยการของโจทก์ซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในขณะเดียวกันจำเลยที่1ก็ยังมีฐานะเป็นลูกจ้างของโจทก์ด้วยและยังต้องปฏิบัติหน้าที่การงานภายใต้ระเบียบข้อบังคับของโจทก์ส่วนจำเลยที่2ที่3และที่4เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 118/2536

การที่จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ย่อมมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานซึ่งถือว่าเป็นคำสั่งของโจทก์ไม่ว่าจะเป็นระเบียบที่มีอยู่เดิมหรือที่ออกในภายหลัง เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3823/2531

คดีก่อนมีประเด็นว่า คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ทางวินัยชอบหรือไม่ โจทก์ถูกย้ายตำแหน่งหน้าที่ชอบหรือไม่ และควรขึ้นค่าจ้างในระหว่างที่โจทก์ถูกสอบสวนหรือไม่ ส่วนคดีหลังมีประเด็นว่าคำสั่งลงโทษโจทก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้